“ร็อบเบน” เปิดหมวกอำลาทีมชาติ หลังชวดลุยบอลโลก

  • 0

“ร็อบเบน” เปิดหมวกอำลาทีมชาติ หลังชวดลุยบอลโลก

“อาร์เยน ร็อบเบน” ประกาศอำลาทัพอัศวินสีส้มแล้วในวัย 33 ปี หลังไม่สามารถช่วยทีมซิวตั๋วลุยศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย บนแดนหมีขาวในปีหน้าได้สำเร็จ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันที่ 11 ต.ค.ว่า อาร์เยน ร็อบเบน ปีกประสบการณ์สูงชาวดัตช์ ประกาศหันหลังให้กับทีมชาติเนเธอร์แลนด์เรียบร้อยแล้ว หลังไม่สามารถช่วยบ้านเกิดคว้าตั๋วลุยบอลโลก 2018 ได้

โดยทีมอัศวินสีส้ม ทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ตั้งแต่ออกสตาร์ตรอบคัดเลือก เมื่อครั้งที่มี แดนนี บลินด์ คุมทัพ ซึ่งถึงแม้จะเปลี่ยนมาใช้บริการของ ดิ๊ก อัดโวคาท แต่ก็ไม่เป็นผล ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่อันดับ 3 ของกลุ่ม

ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ล่าสุด อาร์เยน ร็อบเบน แนวรุกวัย 33 ปี ก็ได้ตัดสินใจประกาศเลิกเล่นให้กับทัพฟลายอิ้ง ดัตช์แมนในทันที “ผมอยากจะโฟกัสไปที่ผลงานของสโมสรเท่านั้นในตอนนี้ และมันเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการส่งไม้ต่อให้กับคนรุ่นต่อไป”

สำหรับ ร็อบเบน ลงสนามรับใช้ชาติครั้งแรกในเกมอุ่นเครื่องกับโปรตุเกสเมื่อปี 2003 ขณะมีอายุเพียงแค่ 19 ปี และเกียรติประวัติสูงสุดคือการคว้ารองแชมป์โลกในปี 2010 และอันดับ 3 ในปี 2014 ที่ผ่านมา


  • 0

มนต์เสน่ห์ที่น่าเจ็บปวดของ “ฟุตบอลโลก”

เข้าสู่ช่วงตีโค้งสุดท้ายอย่างระทึก สำหรับฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก ที่ตอนนี้จบลงไปเรียบร้อยแล้วเกือบทุกโซน เหลือเพียงแค่รอบเพลย์ออฟอีกไม่กี่นัด ก็จะเห็นหน้าตาของ 32 ชาติสมาชิกในรอบสุดท้ายบนแผ่นดินหมีขาว

ทีมที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยในชั่วโมงนี้คือ “อาร์เจนตินา” ที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนปากเหว กูรูหลายสำนักต่างฟันฉับแบบไม่เกรงใจดีกรีแชมป์โลกว่าพลพรรคฟ้าขาว มีโอกาสไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ในการกรุยทางเข้าไปโลดแล่นที่รัสเซีย แต่สุดท้ายกลับได้อภินิหารของ ลิโอเนล เมสซี ที่เหมาคนเดียว 3 ตุงในเกมสุดท้าย กลับมาเอาชนะเอกวาดอร์ 3-1 คว้าตั๋วเครื่องบินมุ่งสู่แดนหมีขาวแบบใจหายใจคว่ำ

ขณะที่ บราซิล แม้จะนอนตีพุงแบบสบายใจเพราะซิวโควตาไปตั้งแต่ไก่โห่ แต่ยังแสดงความเป็นมืออาชีพและศักยภาพที่น่าชื่นชม เพราะในเกมส่งท้ายยังอุตส่าห์เปิดบ้านไล่ถล่มทีมที่มีลุ้นอย่างชิลี ไปแบบราบคาบ 3-0 ทำให้ อเล็กซิส ซานเชซ และเพื่อนร่วมทีมต้องกลายสภาพเป็นเพียงแค่กองเชียร์เท่านั้นในฟุตบอลโลกครั้งนี้

ด้านโซนยุโรป เหล่าบรรดาตัวเต็งยักษ์ใหญ่ต่างรักษาฟอร์มของตัวเองได้ตามมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น ฝรั่งเศส, อังกฤษ, โปรตุเกส, เยอรมนี, สเปน, เบลเยียม ตบเท้าคว้าโควตามานอนกอดได้ตามคาด ปล่อยให้ทีมอย่าง สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ไอร์แลนด์, อิตาลี, กรีซ, เดนมาร์ก, รวมไปจนถึง โครเอเชีย ต้องไปห้ำหั่นกันในรอบเพลย์ออฟ เพื่อแย่งตั๋วที่เหลือ

ส่วนโซนเอเชียทั้ง เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, อิหร่าน และ ซาอุดีอาระเบีย ยิ้มหล่อตัดสูทผูกไทด์ รอบินไปสัมผัสอากาศหนาวบนแดนหมีขาวเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ ออสเตรเลีย ที่ต้องไปแย่งตั๋วอีกครึ่งใบกับ ฮอนดูรัส

ข้ามฝั่งมาดูที่โซนแอฟริกากันบ้าง แม้จะยังไม่จบ แต่ 2 ใน 5 โควตา ก็เป็นทีมที่อยู่ในระดับหัวแถวของทวีปทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ไนจีเรีย หรือ อียิปต์ ส่วนอีกสามที่ว่างก็คงจะเป็นหน้าเดิมๆ เพราะทั้ง ตูนิเซีย, โมร็อกโก, ไอวอรี โคสต์ และ เซเนกัล ตามกุมความได้เปรียบเอาไว้ในมือแทบทั้งนั้น

และแน่นอนว่าเมื่อพูดถึงผู้สมหวัง แล้วจะไม่พูดถึงผู้อกหักผิดหวังก็คงจะไม่ได้ หลายทีมที่เคยซิวโควตาแบบผูกขาด ครั้งนี้กลับทำได้เพียงแค่เป็นผู้ชมทางหน้าจอทีวี ไม่ว่าจะเป็น ชิลี, ปารากวัย, เนเธอร์แลนด์, ยูเครน, สาธารณรัฐเช็ก, จาเมกา รวมไปจนถึงอีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ของโซนคอนคาเคฟอย่าง สหรัฐอเมริกา ก็ต้องหยุดสถิติ 28 ปีในการเป็นขาประจำฟุตบอลโลกเอาไว้แค่นี้

แต่จะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนปฏิเสธไม่ได้ว่านี่แหละคือ “เสน่ห์” ของกีฬาลูกกลมๆ ที่มีลมอยู่ข้างใน ไม่มีอะไรที่สามารถคาดเดาได้ ไม่สามารถใช้ตรรกะใดๆ มาคำนวณหาผลลัพธ์แบบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ และมันยังคงเป็นเสน่ห์ที่หลายคนอยากให้คงอยู่ต่อไปอีกนานหลายสิบปี แม้มนต์เสน่ห์นี้จะแลกมาด้วยความเจ็บปวด คราบน้ำตา และความเสียใจของผู้แพ้ทั้งประเทศก็ตาม


  • 0

3 เหตุผล “ราเยวัช” ไม่ควรไปต่อ

หลังจากผ่านพ้นศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย และได้เห็นผลงานชัดๆ ของ มิโลวาน ราเยวัช กุนซือชาวเซอร์เบีย เป็นโอกาสดีที่จะได้ประเมินว่ากุนซือรายนี้ควรได้ทำทีมไทยต่อหรือไม่เพราะราเยวัชมีสัญญาปีต่อปี ปีหน้าเขาก็จะหมดสัญญากับเรา แต่จากผลงานที่ยังไม่น่าประทับใจและอีกหลายเหตุผล อาจทำให้เราต้องเล็งหากุนซือใหม่ไว้ก็เป็นได้

1.ไม่ใช่แค่ ”ทรงดี” แต่ต้องมีแต้ม

ถ้ามองในเรื่องคุณภาพของนักเตะ แฟนบอลไทยเองก็คิดว่านักเตะจีนอาจไม่ต่างจากนักเตะไทยมากนัก เราเองก็เคยเอาชนะเขาได้ด้วยซ้ำ สถานการณ์ของจีนในรอบคัดเลือกช่วงแรกๆ ก็ไม่ต่างจากไทย สี่เกมแรกใช้ เกา หง โป้ กุนซือในประเทศมาคุม ผลงานถือว่าลงเหว จีนตกรอบไปครึ่งตัวเพราะเก็บได้แค่คะแนนเดียว ส่วนไทยหนักกว่าคือใช้โค้ชซิโก้คุม 7 นัดมีแค่ 1 คะแนน แต่พอจีนเปลี่ยนมาใช้ มาร์เซโล่ ลิปปี้ จีนเก็บได้ 11 คะแนนจาก 6 นัดและยังมีแถมด้วยการชนะ เกาหลีใต้ ให้ดูด้วย ถ้า ลิปปี้ ได้เข้ามาทำตั้งแต่นัดแรกตอนนี้จีนคงได้ไปเล่นรอบสุดท้ายแล้ว นี่คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าการเปลี่ยนกุนซือแล้วดีขึ้น มันต้องดีขึ้นแบบนี้คือเล่นดีแล้วต้องมีคะแนนด้วย ไม่ใช่คิดเอาเองว่าทรงบอลดีขึ้นแต่สุดท้ายเราก็แพ้อยู่เหมือนเดิม

2.เรายังหาชัยชนะไม่เจอเหมือนเดิม

เกมในบ้านสองนัดของเราในการเจอกับ ยูเออี หรือ อิรัก เราควรชนะได้ซักเกมแต่ก็พลาด ส่วนผลงานในถ้วย คิงส๋คัพ ก็เป็นเหมือนแค่การอุ่นเครื่องทั้งการชนะ เกาหลีเหนือ หรือ เบลารุส ที่ส่งทีมชุดสำรองมา ส่วนก่อนหน้านั้นก็อุ่นเครื่องแพ้ อุซเบกิสถาน นับจริงๆ ราเยวัช ได้คุมทีมไทยลงเตะในเกมอย่างเป็นทางการสามนัด การตัดสินกุนซือในสามนัดอาจจะเร็วเกินไปแต่มันก็บ่งบอกอะไรได้หลายอย่างเพราะสิ่งที่สำคัญคือ “คะแนน” หรือ “ชัยชนะ” ไม่ใช่ “ทรงบอล” แล้วก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วว่า ลิปปี้ เปลี่ยนจีนได้ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือในเวลาแค่ชั่วพริบตา ทีมชาติไทยเราต้องการกุนซือแบบนี้แต่เราจะมีความสามารถในการจ่ายค่าเหนื่อยให้กุนซือโลกหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องนึง

3.เน้นแต่เกมรับก็อาจไม่ใช่การแก้ปัญหา

เกมนัดล่าสุดเราปล่อยให้ ออสเตรเลีย มีจังหวะยิงไป 45 ครั้งเป็นสิ่งที่เจอได้ยากมากในเกมระดับโลกแบบนี้ อย่ามองว่านัดนี้เรา”เล่นดี”ให้มองว่าเรา”โชคดี”มากกว่าที่ไม่โดนเยอะไปกว่าสองลูก การปล่อยให้คู่แข่งกระหน่ำยิงเราได้มากขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าดีใจเลยซักนิด และตลอดทั้งเกมเราก็โดนบุกจนโงหัวแทบไม่ขึน ถ้าเกมนี้จบลงในแบบที่เรามีแต้มกลับบ้านคงจะสวยงามกว่านี้แต่สุดท้ายเราก็ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้อยู่ดี นั่นแสดงว่าการเน้นแต่เกมรับอย่างเดียวอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดของทีมชาติไทย เพราะสามนัดที่ผ่านมาเรามีสกอร์หมดแต่ก็เสียประตูทุกนัดเช่นกัน


ข่าวล่าสุด

คลังเก็บ