• 0

แพท ณปภา เตรียมยื่นสเตทเมนท์ให้อัยการ ก่อนตำรวจสรุปสำนวนฟ้อง

ดาราสาว “แพท ณปภา” ได้สเตทเมนท์จากธนาคารแล้ว เตรียมส่งอัยการพิจารณา ก่อน บช.ปส.สรุปสำนวนสั่งฟ้อง ยันรับเงินจาก “เบนซ์” โดยไม่รู้แหล่งที่มา

(11 มิ.ย.) นายอาคม คงสวัสดิ์ ทนายความ แพท-ณปภา ตันตระกูล ภรรยา ของ นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการ คดีที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติด มีความเห็นสมควรฟ้องสมคบและร่วมกันฟอกเงิน ว่า ล่าสุด ทราบจากแพท ว่า ได้รับเอกสารสเตทเมนท์ แสดงรายละเอียดรายการหมุนเวียนเงินเข้า-ออกในบัญชีจากธนาคารเมื่อวันศุกร์ที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเราได้ขอสเตทเมนท์ย้อนหลังถึงช่วงก่อนเกิดเหตุตั้งแต่ปี 2558 , 2559 จนถึง 2560 ซึ่งตนเองกับแพทจะร่วมตรวจดูเอกสารให้ครบถ้วนอีกครั้ง เพื่อนำส่งให้อัยการประกอบการพิจารณาสำนวนคดี ก่อนที่จะมีความเห็นสั่งคดี หลังจากที่เราได้ร้องขอความเป็นธรรมขอให้อัยการ สั่งสอบสวนเพิ่มเติมเปรียบเทียบการเงิน-การใช้จ่ายช่วงก่อนเกิดเหตุ , ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุการรับโอนเงินระหว่างเบนซ์ อัครกิตติ์ กับ บอย ณัฐพล นาคคำ

ซึ่งการนำเอกสารการเงินย้อนหลังไปแสดงต้องการให้เห็นพฤติการณ์ของแพทที่ผ่านมาว่าใช้จ่ายเงินอย่างไร โดยไม่ได้ใช้จ่ายเงินจำนวนมาก ไม่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หากร่วมฟอกเงินก็ย่อมจะเห็นถึงความผิดปกติที่ไม่อาจปกปิดได้ที่ผ่านมาเราได้นำเงินจำนวน 1.9 ล้านบาทที่ บช.ปส.สงสัย ให้ตรวจสอบแล้ว โดยยืนยันว่าเรารับเงินมาโดยไม่ได้รับรู้แหล่งที่มาว่าเบนซ์ ได้มาอย่างไร เพียงแต่แพทรับเงินที่สามีโอนมา และเรายังขอให้สอบพยานที่จะระบุได้ว่าวันที่มีการโอนเงินระหว่างเบนซ์กับบอย แพทติดถ่ายละครอยู่ที่กองละคร เราไม่ได้ร่วมรับรู้การโอนเงินและการกระทำที่ผิดต่อ พ.ร.บ.มาตรการปราบยาเสพติดฯ

ขณะที่ ปปส.เห็นว่าพฤติการณ์ของแพทไม่ได้เกี่ยวข้องกับความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรการและปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ดังนั้นก็ไม่น่าจะมีมูลเรื่องการกล่าวหาว่าสมคบฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามฟอกเงิน พ.ศ.2542 เราก็รวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วนอย่างดีที่สุดเพื่อให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของแพท ก็หวังคดีสั่งไม่ฟ้องซึ่งเป็นการพิสูจน์ทางคดีให้เห็นตั้งแต่ชั้นสอบสวน แต่ถ้าสุดท้ายถูกสั่งฟ้องก็พิสูจน์กันในชั้นศาล

ขอบคุณที่มา : sanook.com


  • 0

เช็คด่วน! 4 กลุ่มคนที่ต้องคุมน้ำหนักด้วย “โปรตีน”

สาวๆ หนุ่มๆ หลายคนที่อยากผอมลง ใช้วิธีอดอาหาร ลดอาหารทุกประเภท ไล่มาตั้งแต่แป้ง น้ำตาล ยันโปรตีน แล้วทานแต่ผัก และผลไม้ หรือเกลือแร่ และวิตามินเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ยังมีคนบางกลุ่มที่ “โปรตีน” เป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมน้ำหนัก ห้ามขาดโดยเด็ดขาด จะมีใครบ้างตามไปดูกันเลย!

1. กลุ่มนักเพาะกาย

เมื่อต้องสร้างกล้ามเนื้อ โปรตีนจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะโปรตีน เป็นแหล่งสำคัญของกรดอะมีโน ที่จะช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ถ้าร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ เปรียบเสมือนการสร้างบ้าน แต่ไม่มีอิฐเพียงพอนั่นเอง

2. คนที่น้ำหนักขึ้นง่าย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบการเผาผลาญอาหารแนะนำว่า การรับประทานโปรตีนมากๆ ช่วยให้อิ่มนาน เพราะโปรตีนย่อยยาก นอกจากนั้นโปรตีน ยังช่วยให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดคงที่ ทำให้ลดความอยากรับประทานของหวานลงได้ ดังนั้น ผู้ที่กำลังลดน้ำหนักไม่ควรงดโปรตีน ในทางตรงข้าม ควรเพิ่มโปรตีนเพื่อให้ไม่รู้สึกหิวบ่อยๆ ลดความอยากอาหาร และกล้ามเนื้อก็ยังคงอยู่

3. ผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนัก เพราะชอบรับประทานของหวาน และคาร์โบไฮเดรต

ถ้าหากว่า ข้าว ขนมปัง ขนมขบเคี้ยว เป็นอาหารโปรดของคุณ เห็นทีจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคเสียแล้วล่ะ ลองลดอาหารพวกนี้ลง แล้วเปลี่ยนมาเป็นโปรตีนคุณภาพสูงดีกว่า เช่น ไข่ขาว ปลา เนื้อไม่ติดมัน คุณจะได้ปริมาณแคลอรี่เพิ่มมากขึ้นจากโปรตีนพวกนี้ ซึ่งดีกว่าการบริโภคน้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมันจะช่วยลดความดันโลหิต ลดปริมาณไขมัน LDL ที่สะสมในร่างกาย นอกจากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว ยังได้สุขภาพที่ดียิ่งขึ้นด้วย

4. ผู้ที่อยู่ในวัยกลางคน การได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ

ในวัย 50 ขึ้นไปควรได้รับปริมาณโปรตีนเพิ่มขึ้น เพราะคนวัยนี้มีความเสี่ยงต่อสภาวะกล้ามเนื้อพร่อง หรือการสูญเสียกล้ามเนื้อนั้นเอง ในปี 2015 โรงเรียนแพทย์ในรัฐอาร์คันซอ สหรัฐอเมริกา แนะนำว่า คนในวัย 52 -75 ปี ควรรักษากล้ามเนื้อ แต่คนในวัยนี้ ก็มีความเสี่ยงของภาวะไขมันในเลือดสูงและโรคหัวใจ ดังนั้นโปรตีนที่จะบริโภคเข้าไปนั้น อาจจะเป็นโปรตีนจากแหล่งอื่น ที่ไม่ใช่เนื้อแดง ไข่ และนม แต่เป็น โปรตีนจากถั่ว เมล็ดพืช และปลา แทน

อย่าคิดว่าการอดอาหาร คือการลดน้ำหนักเป็นอันขาดเลยนะคะ เคล็ดลับง่ายๆ ในการลดน้ำหนัก มีแค่การลดปริมาณอาหารที่ให้พลังงานสูง (แป้ง น้ำตาล ไขมันชนิดไม่ดี) และให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ด้วยการออกกำลังกาย จากนั้นก็เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย ทำไปเรื่อยๆ หลายๆ เดือน รับรองว่าเห็นผลดี และปลอดภัยกว่าการทานยา หรืออาหารเสริมแน่นอนค่ะ


  • 0

ไข่แดง กินมากไม่ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

ใครที่เป็นสายสุขภาพ หรือมีเพื่อนที่กำลังดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะคนที่กำลังลดน้ำหนัก อาจจะเคยเห็นเขี่ยเอาไข่แดงออกจากไข่ขาวมาบ้าง หากถามคนๆ นั้น เขาอาจจะตอบกลับมาว่า “ไข่แดงคอเลสเตอรอลสูง ทำให้อ้วน” หรืออะไรทำนองนี้แน่นอน

แต่จริงๆ แล้ว ไข่แดง ไม่ดีต่อสุขภาพ ถึงขนาดต้องเขี่ยออกจริงๆ หรือ มาทำความเข้าใจกันค่ะ

ทำไมเราถึงถูกห้าม ไม่ให้ทานไข่แดง?

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากงานวิจัยเก่าที่ระบุว่า คอเลสเตอรอล เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคหัวใจ และหลอดเลือด จึงทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า การทานไขมันมากๆ ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือด จนนำไปสู่โรคหัวใจ และหลอดเลือดในที่สุด ซึ่งอันที่จริงแล้วใช่ว่าจะเป็นสาเหตุใหญ่ๆ สาเหตุเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดโรคนี้อีกมากมาย ทั้งการสูบบุหรี่ การทานอาหารประเภทไขมันเลว หรือไขมันอิ่มตัวเป็นประจำ พันธุกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และการไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สมาคมโรคหัวใจในอเมริกาเริ่มแนะนำให้เราบริโภคคอเลสเตอรอลต่อวันไม่เกิน 300 มิลลิกรัม หรือไข่แดง 1 ฟอง (220 มิลลิกรัม) นั่นเอง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป งานวิจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีมากขึ้น อาสาสมัครที่ทดลองโดยการรับประทานไข่แดง แล้วมาวัดค่าคอเลสเตอรอลในเลือด ปรากฎว่าไข่แดงไม่มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของอาสาสมัคร หรือมีน้อยมาก จนระยะหลังเริ่มมีงานวิจัยทำนองนี้มากขึ้น

ท้ายที่สุดก็เริ่มตัดคำแนะนำเรื่องปริมาณคอเลสเตอรอลที่ควรทานต่อวันออกไป โดยให้ทานเหมือนอาหารทั่วไปๆ ได้เลย เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลไม่สามารถหาหลักฐานที่บอกได้ว่าการกินคอเลสเตอรอลส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจ หรือทำให้อัตราการเสียชีวิตมากขึ้นแต่อย่างใด

แปลว่า เราทานคอเลสเตอรอลเท่าไรก็ได้?

จะคิดอย่างนี้ก็ไมถูกอีกอยู่ดีค่ะ เพราะไม่ใช่ว่าเราจะสามารถทานคอเลสเตอรอลได้อย่างไม่จำกัด แต่โดยส่วนใหญ่แล้วอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง มักมากับไขมันอิ่มตัวด้วย การทานไขมันอิ่มตัว หรือไขมันเลวมากเกินไป นอกจากจะอ้วนแล้ว โรคยังถามหาได้แน่ๆ จนในที่สุดก็เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ และหลอดเลือด และโรคอื่นๆ อย่างแท้จริง

ตกลง เราสามารถทานไข่แดงได้หรือไม่?

ไข่แดง มีปริมาณคอเลสเตอรอลสูงกว่าไข่ขาวก็จริง แต่เราสามารถทานไข่แดงได้โดยไม่ต้องกังวล เพราะไข่แดงมีคอเลสเตอรอลสูง แต่มีไขมันอิ่มตัวน้อย อย่างไรก็ตามแนะนำให้ทานไข่แดงร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น ผักต่างๆ เพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่สมดุลกันในแต่ละมื้อ หรือง่ายๆ ก็สามารถทานไข่ได้ทั้งฟอง โดยไม่ต้องเขี่ยไข่แดงออกอีกต่อไป

เราควรทานไข่กี่ฟองต่อวัน?

กรมอนามัย แนะนำปริมาณไข่ที่ควรทานต่อวัน โดยบางตามอายุดังนี้

1.เด็กทารกตั้งแต่อายุ 6 เดือน ทานไข่แดงต้มสุกได้ 1/2ฟอง ถึง 1 ฟอง

2.เด็กอายุ 7-12 เดือน สามารถบริโภคไข่ได้วันละ 1 ฟอง

3.หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร สามารถบริโภคไข่วันละ 1 ฟอง

4.กลุ่มเด็กวัย 1-5 ปีและเด็กวัยเรียน สามารถบริโภคไข่วันละ 1 ฟอง

5.กลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี สามารถบริโภคไข่ 1 ฟองต่อวัน

6.กลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงสามารถบริโภคไข่ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์หรือตามคำแนะนำของแพทย์

ทั้งนี้ เราสามารถบริโภคได้มากกว่าตามปริมาณดังกล่าวได้ เพียงแต่ควบคุมปริมาณโปรตีน และคอเลสเตอรอลจากแหล่งอาหารอื่นๆ นอกจากไข่ให้มื้ออาหารในแต่ละวันมีความสมดุล และเหมาะสม

ไข่แดง มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

จากงานวิจัยในไทยระหว่างปี 2547-2550 ของ อ.นพ.กรภัทร มยุระสาคร หน่วยอณูเวชศาสตร์ สถานส่งเสริมการวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า การให้อาสาสมัครทานไข่วันละ 1-2 ฟองทุกวัน เป็นเวลา 10-12 สัปดาห์ ปรากฏว่าระดับคอลเสเตอรอลที่ไม่ดีต่อร่างกายมีปริมาณลดลง ทั้งๆ ที่ทานไข่ทั้งฟองทุกวัน และยังมีระดับคอเลสเตอรอลที่ดีเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจาก “เลซิติน” ที่อยู่เฉพาะในไข่แดง ไม่มีในไข่ขาว

แต่ถึงแม้ว่าไข่แดงจะดีต่อสุขภาพมากไม่แพ้ไข่ขาว แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนให้ทานแต่ไข่แดงเพียงอย่างเดียว หรือในปริมาณเยอะๆ อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นตลอดเวลาว่า ควรทานไข่แดงคู่กับอาหารอื่นๆ ให้ได้คุณค่าทางสารอาหารครบถ้วน นี่จึงจะทำให้เราได้รับประโยชน์จากการทานไข่แดงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย


  • 0

3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

ใครที่รู้จักคำว่า “ดีท็อกซ์” คงจะเคยได้ยินถึงข้อดีของมันมาบ้าง พูดกันง่ายๆ ก็เหมือนกันกับการล้างพิษ ล้างสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ทำแล้วเชื่อกันว่าทำให้ระบบภายในร่างกายใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือสิ่งหมักหมมต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายสกปรก หรือทำให้เป็นโรคภัยต่างๆ โดยทำแล้วสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายทั้งหลายจะไหลออกมาพร้อมกับอุจจาระ

ด้วยความเชื่อนี้ จึงทำให้หลายคนหันไปทำดีท็อกซ์กันเป็นว่าเล่น มีสูตรดีท็อกซ์แพร่หลายตามโลกออนไลน์ต่างๆ มีสมุนไพรที่โฆษณาว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย รวมไปถึงทัวร์ล้างพิษตับไตที่ตามสถาบันต่างๆ จัดขึ้นอีกด้วย จึงมีหลายคนหลวมตัวไปเข้าคอร์สดังกล่าว หรือจำสูตรมาทำเองที่บ้าน จนเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต วิธีดีท็อกซ์ร่างกายแบบไหนควรหลีกเลี่ยงด่วนๆ Sanook! Health มีคำตอบค่ะ

3 วิธีดีท็อกซ์ ล้างพิษตับผิดๆ ที่ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

1. อดอาหาร ทานได้แต่อาหารบางประเภทที่เชื่อว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย

การอดอาหารแล้วทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น ดื่มแต่น้ำมะนาวโซดา น้ำมะพร้าว น้ำใบย่านาง หรือทานแต่ผลไม้ล้วนๆ นอกจากจะไม่ได้ช่วยดีท็อกซ์ร่างกายอย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร หนำซ้ำยังอาจทำให้หมดพลังงาน ไม่มีแรง หน้ามืด ตาลาย น้ำตาลในเลือดต่ำ ยิ่งใครที่ทานแต่ของที่ทำให้ถ่าย อาจเกิดอาการช็อคจากการขาดน้ำจนเสียชีวิตได้

2. สวนรูทวารหนัก

ใครที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย อึดอัดท้องอยากถ่ายแต่ไม่ถ่าย อาจเลือกวิธีสวนรูทวาร โดยการสอดสายน้ำเกลือที่บรรจุของเหลวอย่างน้ำ หรือน้ำกาแฟเข้าไป จริงๆ แล้วด้วยวิธีที่ทำไม่ถือว่าผิด แต่หากคนที่ทำไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจไม่สะอาดพอ อาจทำให้ติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

นอกจากนี้การสวนรูทวารหนักจะทำให้มีอุจจาระออกมาในปริมาณมาก ไม่ได้หมายความว่าเป็นการดีท็อกซ์ลำไส้จนสะอาดหมดจดอย่างที่คิด แต่เป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่มากจนเกินไป และหากล้างลำไส้บ่อยๆ อาจทำให้ลำไส้สูญเสียแบคทีเรียในกระเพาะอาหารที่มีประโยชน์ในการช่วยขับถ่ายออกไป ทำให้ในอนาคตร่างกายอาจทำการขับถ่ายด้วยตัวเองไม่ได้ จนต้องใช้วิธีสวนไปตลอด

3. ล้างพิษตับด้วยสารพัดสูตร

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยคัดกรองสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกายก็จริง แต่การล้างพิษตับด้วยการทานอาหารบางอย่าง เช่น น้ำมันมะกอก และดีเกลือ ไม่ได้ช่วยล้างพิษในตับอย่างที่เข้าใจกันได้ เพราะดีเกลือช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้น และน้ำมันมะกอกจะปะปนออกมากับอุจจาระ จึงทำให้คนที่ทานทั้ง 2 อย่างคิดว่าทานแล้วช่วยดีท็อกซ์เอาอุจจาระ และไขมันออกมา ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดเต็มๆ

หากอยากดีท็อกซ์ร่างกายอย่างถูกวิธีจริงๆ เลือกทานอาหารที่มีกากใย เส้นใยอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ อย่างมะละกอสุก ลูกพรุน ธัญพืช ข้าวกล้อง หรืออาจจะเป็นน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่า ดื่มในตอนเช้า แต่ยังทานอาหารครบ 5 หมู่ทุกมื้อ และไม่สวนทวาร สวนลำไส้บ่อยเกินความจำเป็น ทางที่ดีหากไม่เคยสวนทวาร สวนลำไส้ด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน และท้ายที่สุด ดื่มน้ำให้มากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ไม่ต้องง้อคอร์สดีท็อกซ์ที่ไหนแน่นอนค่ะ


  • 0

‘ยูโรเปียนแพร์’ ผลไม้ดีต่อใจและหัวใจใครหลายๆ คน

‘ยูโรเปียนแพร์’ ผลไม้ที่มีรสชาติและคุณสมบัติใกล้เคียงแอปเปิ้ลนี้เรียกได้ว่า โดดเด้งออกมาจากผลไม้อื่นๆ เพราะด้วยเปลือกที่บางเป็นพิเศษ ทำให้เมื่อผลสุกได้ที่แล้ว กลิ่นหวานหอมอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจะแผ่ซ่านออกมา เนื้อในจะมีความนิ่มและฉ่ำ แถมด้วยรสหวานอมเปรี้ยวที่ซ่อนอยู่ภายใน ทำให้ผลไม้สีสวยน่ากินอย่าง ‘ยูโรเปียนแพร์’ เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่ชาวตะวันตกให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้

‘ยูโรเปียนแพร์’ ไม่ได้มีดีแค่รูปร่างหน้าตาและความอร่อยเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยเส้นใยสูง อีกทั้งมากด้วยคุณค่าสารอาหารที่สำคัญ 2 ชนิดที่ร่างกายต้องการ ได้แก่ ไฟเบอร์เพคตินและวิตามินซี แถมยังเรียกว่าเป็น “ยูโรเปียนแพร์ที่ดีต่อใจ” จริงๆ เพราะสารอาหารสำคัญเหล่านี้ ช่วยเสริมสร้างภาวะการทำงานของหัวใจได้อย่างครบถ้วน

เริ่มที่ ‘ไฟเบอร์เพคติน’ ก่อน ตัวนี้เป็นสารอาหารที่ดีงามต่อระบบทางเดินอาหาร ช่วยแก้อาการท้องผูกอย่างได้ผล ไฟเบอร์เพคตินยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ความดันโลหิต และอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ ด้วยการทำงานที่คอยดักจับคอเลสเตอรอลจากกระบวนการย่อยสลายไขมันในทางเดินอาหารก่อนถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ‘ไฟเบอร์เพคติน’ จึงกลายเป็นฮีโร่ที่ช่วยป้องกันการดูดซึมของไขมันไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วน ‘วิตามินซี’ ที่อยู่ใน ‘ยูโรเปียนแพร์’ นอกจากจะให้รสหวานอมเปรี้ยวแล้ว ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยชะลอวัยและริ้วรอยบนใบหน้าที่จะเกิดขึ้น สร้างและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ เช่น ผนังหลอดเลือด ช่วยลดอาการหลอดเลือดหัวใจตีบในผู้ป่วยโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี รวมถึงยับยั้งการทำงานของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ทำให้เส้นเลือดหัวใจไม่อุดตันอีกด้วย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ ‘ยูโรเปียนแพร์’ จะเป็นที่รู้จักกันในนาม ‘ผลไม้ดูแลหัวใจ’ ของคนรักสุขภาพทุกคน การรับประทานอาหารดีๆ อย่าง ‘ยูโรเปียนแพร์’ ยิ่งจะช่วยทำให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์มากขึ้น มีเรี่ยวแรง สดใส กระฉับกระเฉง และพร้อมขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่

แต่ถ้าหากว่าหาซื้อ ผลไม้ ‘ยูโรเปียนแพร์’ แบบสดๆ ตามท้องตลาดรับประทานไม่ได้แล้วล่ะก็ ลองอีกหนึ่งทางเลือกอย่างเครื่องดื่มรังนกแท้ที่มีส่วนผสมของ ‘ยูโรเปียนแพร์’ ที่มีขายตามร้านค้าชั้นนำทั่วไปดู ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับคนที่ต้องการดูแลหัวใจ

เพราะหัวใจเป็นอวัยวะสำคัญและทำงานอย่างไม่เคยหยุดพัก ดังนั้นอย่าลืมดูแลหัวใจของเราให้แข็งแรง


  • 0

นรกไม่มีที่แล้ว! แก๊งตุ๊ดสั่ง คิม ห้ามตาย ลุ้นตอนจบ “ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ 2”

เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว สำหรับ “ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะ ซีรีส์ ซีซั่น 2” กับเรื่องราวหลากหลายอรรถรส ที่ทำเอาแฟนๆหัวเราะและร้องไห้ไปกับมิตรภาพของเพื่อนแก๊งตุ๊ด โดยผู้กำกับ เติ้ล-ปิยะชาติ ทองอ่วม ขอนำเสนอฉากจบที่อาจทำให้ใครต่อใครน้ำตาพราก

เมื่อ คิม (เต๋อ-รัฐนันท์ จรรยาจิรวงศ์) ผิดหวังเรื่องความรักกับ ธาม (ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตน์ยาภรณ์) จนถึงขั้นคิดสั้นกินยาฆ่าตัวตาย แต่บังเอิญที่ กัส (เพชร-เผ่าเพชร เจริญสุข) เข้ามาเห็น คิม นอนหมดสติอยู่ในห้องน้ำ จึงรีบเรียก กอล์ฟ (ปิงปอง-ธงชัย ทองกันธม) และแนตตี้ (พีค-ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ) ให้ช่วยกันพา “คิม” ไปส่งโรงพยาบาล แต่ว่าเหตุการณ์วุ่นวายไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว ยังมีเรื่องวุ่นๆให้มาตามลุ้นกันอีกเพียบ!! เต๋อ กล่าวว่า “พวกเราทีมนักแสดงและทีมงานต้องขอขอบคุณแฟนๆทุกคนที่ติดตามไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ 2 กันมาอย่างต่อเนื่องนะครับ ดีใจที่ทุกคนอินไปด้วยกันทั้งเรื่องเพื่อนและเรื่องความรัก ในฉากที่ต้องเน้นความตลกแบบทีมเวิร์กเราก็เล่นกันไปจนสุดทาง ทะลุขีดความฮาไปเลย แต่พอมาถึงพาร์ท ดราม่าแต่ละคนก็มาเต็มกันสุดๆ

อย่างบทบาทของคิมในซีซั่นนี้ก็มีหลายมิติมาก พี่เติ้ลผู้กำกับเขียนบทส่งให้คิมเจอกับความผิดหวังเป็นการอกหักครั้งใหญ่ในชีวิต เลยคิดสั้นทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เป็นอีกมุมสะท้อนที่ทำให้เห็นว่าความรักในชีวิตคนเรา จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ แต่ละคนจะต้องเจอกับความผิดหวังไม่มากก็น้อย แล้วแต่วิบากกรรมของคนๆนั้น สำหรับตอนสุดท้ายในไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะ ซีรีส์ ซีซั่น 2 อยากให้ทุกคนมาลุ้นกันว่าเรื่องราวจะจบลงแบบไหน และคิมจะพ้นขีดอันตรายจากเหตุการณ์ในครั้งนี้หรือไม่ ห้ามพลาดกันนะครับ วันเสาร์ ที่ 29 เมษายนนี้ เวลา 21.45 น. ทางช่อง GMM25”


  • 0

ดีเกินคาด! ตัวอย่าง เดือนเกี้ยวเดือน เดอะซีรีส์ กระแสแรงข้ามคืน

ปล่อยตัวอย่างให้สาววายได้ฟินกันข้ามคืน สำหรับซีรีส์วายที่เป็นกระแสที่สุดในช่วงที่ผ่านมา “เดือนเกี้ยวเดือน เดอะซีรีส์” (2Moons The Series) จากค่าย CCMD ซีรีส์ที่สร้างมาจากนิยายบอยเลิฟแสนโด่งดังในโลกออนไลน์ ที่มีกระแสการพูดถึงมากมายและกลายเป็นที่จับตามองมากที่สุดในตอนนี้ ทำเอาค่ำคืน 26 เมษายน ฮอตสุดๆ บนโซเชียลสำหรับแฟนๆที่รอคอยการปล่อยตัวอย่าง “เดือนเกี้ยวเดือน เดอะซีรีส์” ที่ทางช่อง one31 ได้ปล่อยตัวอย่างออกมาให้ได้ชมกัน จนทำให้แฮชแท็ก #2Moonstheseries ขึ้นอันดับหนึ่งบนเทรนทวิตเตอร์เพียงชั่วข้ามคืน และยังคงอันดับเทรนอยู่ในตอนนี้

แม้ก่อนหน้านี้จะมีกระแสดราม่า เสียงวิพากษ์วิจารณ์หลายด้านเกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้ แต่เมื่อตัวอย่างได้ถูกปล่อยออกมาก็ได้เสียงตอบรับในทางบวกและเสียงชื่นชมอย่างมากมายถึงทีมผู้ผลิตและนักแสดง และได้รับความสนใจจากผู้ที่รอติดตามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นการตอบรับดีๆจากคนดู ที่อาจช่วยทำให้ทีมซีรีส์และนักแสดงมีกำลังใจมากขึ้น เหล่านักแสดงนำ เดือนเกี้ยวเดือน เดอะซีรีส์ เป็นทีมนักแสดงหน้าใหม่ยกเซ็ต 6 หนุ่มหล่อที่มีบุคลิกเฉพาะตัวต่างสไตล์ นำทีมโดย ก็อต-อิทธิพัทธ์ ฐานิตย์ รับบท หมอป่า (พนา), บาส-สุรเดช พินิวัตน์ รับบท วาโย, คิมม่อน-วโรดม เข็มมณฑา รับบท มิ่ง, คอปเตอร์-ภานุวัฒน์ เกิดทองทวี รับบท คิท, เต้-ดาวิชญ์ กรีพลฤกษ์ รับบท โฟร์ท และ ตี๋-ธนพล จารุจิตรานนท์ รับบท บีม

เดือนเกี้ยวเดือน เดอะซีรีส์ เรื่องราวของเด็กหนุ่มที่พยายามสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่เดียวกับรุ่นพี่คนแอบชอบตั้งแต่สมัยมัธยม เมื่อเขาทั้งสองได้เจอกันกลับกลายเป็นคู่กัด แถมยังต้องเป็นตัวแทนประกวดเดือนมหาวิทยาลัย แต่รุ่นพี่คนนั้นกลับเป็นเดือนรุ่นที่แล้วของคณะแพทย์ที่ต้องมาดูแลกองประกวดดาวเดือนด้วย ความลับของคนแอบรักแต่ไม่กล้าบอกของทั้งสองคน กำลังจะรอวันเปิดเผย… และเหล่าแก๊งเพื่อนกับความวุ่นวายของเดือนมหา’ลัย และนักศึกษาแพทย์ที่เกิดเป็นรักชวนฟินจิ้นกระจาย! ไปดูตัวอย่างฟินๆ กันแล้วรอติดตามวันเวลาออกอากาศได้ทางช่อง one31 และหากใครอยากเจอ 6 หนุ่มทูมูนแบบใกล้ชิด ก็ไปเจอกับพวกเขาได้ในงานแถลงข่าวเปิดตัว เดือนเกี้ยวเดือน เดอะซีรีส์ ที่ ShowDC วันเสาร์ที่ 29 เมษายน 2560 ที่พวกเขาเตรียมเซอร์ไพรส์เอาไว้เพียบ! ไม่แน่ว่าคุณอาจได้ความฟินกลับบ้านมากกว่าเดิม..!


  • 0

เห็นแล้วตะลึงกับขนุนบ้าน กวาง กมลชนก ลูกดกยันโคนต้น

ต้องบอกว่าเป็นบ้านที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์จริงๆ สำหรับบ้านของนางเอกแสนดี กวาง กมลชนก จากภาพที่เห็นจะมีทั้งไม้ดอก ไม้ประดับและต้นผลไม้ที่สามารถรับประทานได้ อาทิ ขนุน มะม่วง มะยม ฯลฯ ซึ่งจากการดูแลอย่างใส่ใจของ พี่กวาง จึงทำให้ผลิดดอกออกผลกันเต็มต้นขนาดนี้

โดยเฉพาะต้นขนุนที่ลูกดกมาก ซึ่งหลายคนที่เห็นต่างถามว่าดูแลด้วยอะไรทำไมถึงออกผลผลิตมากมายขนาดนี้  จากคลิปที่ พี่กวาง แนะนำต้นขนุนของตัวเองได้บอกว่า ต้นนึงมีประมาณ 53 ลูก และไม่รู้ว่ารับถ้วนหรือเปล่า พร้อมกับฝากบอกอีกว่าพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ คนไหนอยากชิมบอกมาเลย ขอบอกว่าหวานทุกลูก

และล่าสุด มีภาพของขนุนที่ถูกแปรรูปออกมาแล้ว พี่กวาง ใจดีจัดการแกะขนุนเหลืองอร่ามนอนอยู่ในแพคเกจ เพื่อจะนำไปให้พี่น้องผองเพื่อนได้ชิมขนุนต้นปลูกเองในบ้าน ซึ่งเป็นต้นขนุนที่ลูกดกมาก ดกยันโคนต้นเลยทีเดียว “อากาศร้อนแต่ขนุนบ้านกวางไม่พักร้อนเลยค่ะ ขยันออกลูกจริงๆ นำมาซึ่งความปลาบปลื้มของเจ้าของ ทยอยสุกได้แจกจ่ายญาติมิตรทั่วถึงจริงๆ” “ถือเป็นความสุขของเจ้าของบ้านที่เห็นสิ่งมีชีวิตเติบโตงอกงามในบ้าน ธรรมชาติสร้างความสุขให้เราได้”


  • 0

คริส หวิดดับ ขับเจ็ทสกีตกน้ำ สมาร์ท โดดเข้าช่วย “เมียหลวง“

เปิดฉากมาก็ทำเอาหวาดเสียวกันแล้ว สำหรับละครดราม่าสุดเข้มข้นเรื่อง “เมียหลวง” ผลิตโดยบริษัท ดี วัน ทีวี จำกัด ทางช่อง 3 งานนี้ อรอินทร์ รับบทโดย คริส หอวัง ก็มาโชว์สตรองเล่นเจ็ทสกี แข่งกับ อนิรุทธิ์ รับบโดย สามร์ท-กฤษฎา พรเวโรจน์ แต่ไม่รู้เล่นท่าไหน อรอินทร์ดันพลาดตกน้ำซะได้

อนิรุทธิ์ (สมาร์ท) กำลังเล่นเจ็ทสกีอยู่ อรอินทร์ (คริส หอวัง) ก็บังเอิญมาเล่นเหมือนกัน ทั้งคู่ส่งสายตาให้กันอย่างหวานเยิ้ม อรอินทร์เลยท้าแข่งเจ็ทสกีกับอนิรุทธิ์ ทั้งคู่เล่นแข่งกันอย่างสนุกสนาน แต่อรอินทร์เหมือนคิดอะไรบ้างอย่างได้ แกล้งตกน้ำทำทีว่าเป็นตะคริว ทำให้อนิรุทธิ์ต้องโชว์แมนกระโดดลงไปช่วยเลยจ้า

เบื้องหลังการถ่ายทำฉากนี้บอกได้เลยว่าสนุกสนานกันสุดๆ ก่อนถ่ายทำผู้กำกับ นุ-อนุวัฒน์ ถนอมรอด ให้ทั้งหนุ่มสมาร์ทและสาวคริส ได้ซ้อมขับเจ็ทสกีกันก่อน ซึ่งงานนี้ก็โดนใจทั้งคู่เลยจ้า ขับกันเรียกได้ว่ามืออาชีพยังต้องร้องว๊าว แต่ดูเหมือนทั้งคู่ก็ยังแอบมีปัญหาตอนจอด เพราะพอถึงจุดมาร์คที่ต้องจอดคุยกัน เจ็ทสกีดันไหล ทำเอาถึงกับหลุดขำกันไปหลายรอบ แต่พอสั่งถ่ายทำจริง ทั้งคู่ก็ใส่อารมณ์ อินเนอร์ แววตา ความรู้สึกเรียกได้ว่า ใครที่ดูฉากนี้ต้องหมันใส้ในความขี้อ้อนของอรอินทร์อย่างแน่นอนจ้า


  • 0

แพ้ 0-4 แต่เราไม่ 0 เปล่า!!

ความปราชัยขวนล่าสุด ที่ไซตามะ สเตเดี้ยม ไม่ใช่เรื่องที่จะรับกันไม่ได้ เพราะอย่างที่รู้ คือมาตรฐานที่เรามี กับสิ่งที่เราเผชิญ มันเรียกว่าคนระดับ!!
ฟุตบอลแดนปลาดิบ มาตรฐานสูงส่งกว่า ช้างศึก ทุกกระบวนท่า ความสามารถเฉพาะตัว , รูปแบบการเล่น , การจบสกอร์ ทุกอย่างบ่งบอกว่าทำไม “ซามูไรบลู” ถึงได้ไปลุยบอลโลกเมื่อปี 1998 และหลังจากนั้นพวกเขาไม่เคยพลาดการตีตั๋วไปเล่นในฟุตบอลรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ ตลอด 90 นาที ทีมชาติไทยแสดงให้เห็นว่าพวกเขาทำได้ดีกว่าเกมในบ้านที่พ่ายมา 0-2 เราได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ซึ่งนำมาถึงการเสียประตูอย่างรวดเร็ว

เราได้เรียนรู้ว่าการก้าวเข้ามาถึงระดับเอเชีย เป็นอะไรที่โหดซะยิ่งกว่าการเข็นครกขึ้นผู้เขา แต่สิ่งที่นักเตะไทยแสดงออกมา ผมกลับไม่ได้รู้สึกเสียใจที่ได้ดู ได้ชมพวกเขาตลอด 90 นาทีเต็ม โอเคล่ะ! การเดินออกจากสนามด้วยการแพ้ ถึง 0-4 มันน่าภูมิอกภูมิใจงั้นหรือ? ผมเชื่อว่าหลายคนรับได้ และผมก็บอกเต็มปากเลยว่าผมรับได้ ผมรับได้ที่เห็นทุกคนยืนหยัดต่อกรกับยอดทีมเอเชีย โดยเปิดหน้าสู้ ไม่ใช้สูตรรถบัส เหมือนอย่างที่หลายคนหวั่นเกรงในช่วงก่อนเริ่มเกม ยิ่งบวกกับ รายชื่อ 11 คนแรกที่ออกมา ยังโดนใจใครหลายคน ที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง (บ้าง)!! “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เผชิญกับแรงกดดันมหาศาล หลังพาทีมพ่าย ซาอุดิอาระเบีย มาแบบไม่มีทรง ทำให้สิ่งที่เขาต้องพยายามจงหนัก คือลดอีโก้ และจัดตัวบนพื้นฐานความเป็นจริง

ผมบอก และย้ำไม่รู้จะกี่ครั้ง ว่าเรื่องนี้แฟนบอลไม่ได้หลับหูหลับตาอวยกันแบบเดิมๆ ทำดีก็ต้องชม ทำห่วยก็ต้องโดนวิจารณ์ ฟุตบอล มันจบไปแล้ว บทสรุปคือเราแพ้ทีมแกร่งอย่าางญี่ปุ่น 0-4 แต่เราไม่สูญเปล่าแน่นอน อย่างน้อยเราได้เห็นผู้เป็นกุนซือ ทำในสิ่งที่ถูกต้องในโลกฟุตบอล นั่นคือส่งนักเตะที่พร้อม และดีที่สุดลงสนาม ในใช่เอะอะคือการ “ไม่เข้าระบบ” จากนี้ไป 3 นัดของการเล่นในรายการนี้ แม้เราจะยุติเส้นทางสู่รัสเซีย แต่นี่มันคือการเริ่มต้นที่ดี เพราะอย่างน้อยเราก็ได้มาถึงรอบ 12 ทีมสุดท้ายของเอเชีย เราได้ลิ้มรสความโหดของการเจอกับทีมอันดับต้นๆของทวีป เราได้ลิ้มรสความปราชัย ที่จะก้าวข้ามตรงนี้ไปให้ได้ในสักวัน เราได้บอกกับตัวเอง และได้รับรู้ว่า เวลานี้เราอยู่ตรงไหนของเอเชีย สิ่งที่ผมอยากเห็นต่อจากนี้อีกสามเกม คือการที่เราลองเรียกนักเตะที่โชว์ฟอร์มในลีกได้เยี่ยม มาติดทีมดูบ้าง หน้าเดิมๆ ที่ติดทีมแม้กระทั่งระดับสโมสรนั่งสำรองยังติด แบบนี้ขอให้พอเสียที เรียกนักเตะหน้าใหม่ มาดู มาลอง ดีไม่ดีมันอีกเรื่อง แต่อย่างน้อยมันก็น่าจะพอเห็นอะไรบ้าง สุดท้าย ผมยังพร้อมสนับสนุนทีมชาติไทยเสมอ และขอบคุณสำหรับเกมเมื่อวาน ที่แม้ว่าเราจะแพ้ แต่เรายังได้เห็นเลือดนักสู้ที่พวกเขาแสดงออกมา


เรื่องล่าสุด