• -

แห่ขอหวยจากต้นมะพลับร้อยปี ใครคิดจะโค่นแขนขาขาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (30 ส.ค.) ได้รับแจ้งว่ามีชาวบ้านพากันมากราบไหว้บนบาน เพื่อขอเลขเด็ดกับต้นมะพลับขนาดใหญ่ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบต้นไม้ใหญ่มีขนาด 3 คนโอบลำต้นแยกออกเป็น 2 ลำต้น มีความสูงประมาณ 20 เมตร ขึ้นอยู่กลางถนนคอนกรีต กว้าง 6 เมตร ทำให้ปิดทับถนน 1 เลนต้นไม้ใหญ่ซึ่งถนนดังกล่าวเป็นเส้นทางเข้าออกของหมู่บ้าน หมู่ที่ 3 เทศบาลตำบลกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยมีชาวบ้านต่างพากันจุดธูปจุดเทียนบนบานศาลกล่าวเพื่อขอโชคลาภ

จากการสอบถาม นางละเอียด อายุ 78 ปี คนเก่าแก่ของหมู่บ้าน ได้เล่าว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เจอต้นมะพลับต้นนี้ขึ้นอยู่แล้ว คาดว่ามีอายุประมาณ 100 ปี สมัยก่อนชาวบ้านได้เก็บลูกมะพลับต้นนี้ เพื่อนำไปย้อมผ้าถุงใส่ จนกระทั่งปัจจุบันความเจริญเข้ามายังหมู่บ้านมีถนนตัดผ่าน เส้นจะทางตรงกับต้นไม้ต้นนี้พอดี

ทางเจ้าหน้าที่ได้เตรียมเพื่อโค่น แต่แล้วก็ต้องมีอันเป็นไป ทำให้เกิดอุบัติเหตุขาขาดแขนขาด และอีกหลายเหตุการณ์ ทำให้หลายคนกลัวไม่กล้าที่จะยุ่งเกี่ยวกับต้นมะพลับนี้ ประกอบกับชาวบ้านได้ขอกับเทศบาล ให้สร้างถนนคร่อมต้นมะพลับต้นนี้เอาไว้ เพราะเชื่อว่าต้นมะพลับต้นนี้ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้สิงอาศัยและคอยปกปักรักษาชาวบ้านอยู่

ทั้งนี้ เนื่องจากใกล้วันหวยออก ชาวบ้านหลายรายพากันกราบไหว้ นำติ้วมาเขย่าเพื่อเสี่ยงโชคเพื่อขอเลขเด็ดกับต้นมะพลับ และสังเกตได้เลข 701


  • -

คลื่นอันดามันแรงซัดเต่าหญ้าตายเกยหาดพังงา

คลื่นลมในทะเลอันดามันกระโชกแรง ซัดเต่าหญ้าตายเกยตื้นชายหาดบางเนียง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

คลื่นแรง

จากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้บริเวณชายหาดบางเนียง หมู่ที่ 5 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา คลื่นทะเลได้ซัดเต่าหญ้า ไม่ทราบเพศ น้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม ลำตัวยาว 80 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร ซึ่งได้ถูกคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้ามาเกยตื้นบริเวณชายหาด ส่งกลิ่นเหม็นเน่า

คาดว่าน่าจะตายมาไม่ต่ำกว่า 2 วัน จากการตรวจสอบพบสภาพร่างกายพบว่าใต้ท้อง ตั้งแต่ช่วงคอจนถึงหาง เป็นรอยแผลยาวคล้ายกับถูกของมีคม อาจจะเป็นใบพัดเรือ เนื้อบริเวณปลายเท้าเริ่มเน่าเปื่อยหลุดออกมา นายศุภมิตร อร่าม ซึ่งเป็นผู้พบซากเต่าหญ้า บอกกับผู้สื่อข่าว

เมื่อช่วงเช้าซึ่งเป็นเวลาน้ำทะเลลดลง ตนออกมาเดินเล่นที่บริเวณชายหาดได้กลิ่นเหม็นอะไรบางอย่าง จึงออกเดินดูบริเวณชายหาด พบซากเต่า นอนอยู่ใกล้กับตอไม้ มีแมลงวันตอมส่งกลิ่นเหม็น จากนั้นชาวบ้านจึงได้ช่วยกันขุดหลุมนำซากเต่ามาฝังกลบ เนื่องจากว่าส่งกลิ่นเน่าเกรงว่าจะไปรบกวนกับลูกค้าที่มารับประทานอาหารที่ร้านอาหารบริเวณใกล้เคียง


  • -

สาวเตือนโซดาผสมมะนาว กินมากไปอันตราย!! จ่าพิชิตชี้ อย่างมากแค่แน่นท้อง

ล่าสุดแฟนเพจ Drama-addict ซึ่งมีจ่าพิชิต ขจัดพาลชน หรือ นพ.วิทวัส ศิริประชัย เป็นแอดมินเพจ ได้มีการพูดถึงกรณีที่หญิงสาวออกมาโพสต์เตือนผู้คนที่นิยมกินน้ำมะนาวผสมโซดาว่า หากกินมากไปอาจเป็นอันตราย แต่ทางด้านจ่าพิชิตระบุ การกินมะนาวกับโซดา ก็อาจจะอืด ๆ แน่นท้อง แต่ไม่น่าจะถึงขั้นมีแผลในกระเพาะจนอ้วกเป็นเลือด และสาเหตุที่คุณย่าของสาวเจ้าของโพสต์อ้วกเป็นเลือดอาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วยกินมะนาว

ข้อความทั้งหมดมีดังนี้ …เห็นคนแชร์กันให้ควั่กเรื่องอาม่าท่านนึง กินมะนาวโซดา เป็นประจำจนอ้วกออกมาเป็นเลือด แล้วญาติเขาเอามาโพสต์ลงเฟซเป็นอุทาหรณ์บอกว่า โซดาก็กรด มะนาวก็กรด กินเข้าไปด้วยกันเลยทำให้กระเพาะเป็นแผลจริง ๆ แล้วน้ำย่อยในกระเพาะของมนุษย์มีความเป็นกรด สูงกว่ามะนาวกับโซดาเยอะมากครับ มะนาวกับโซดานี่จิ๊บๆ

และกระเพาะมนุษย์ก็มีกลไกที่ปกป้องเนื้อเยื่อจากกรดพวกนี้ การกินพวกมะนาวกับโซดาเข้าไป อย่างมากก็อาจจะอืด ๆ แน่นท้อง แต่ไม่น่าจะถึงขั้นมีแผลในกระเพาะแล้วเลือดออกมาแบบนี้ เป็นไปได้ว่าอาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วยที่ทำให้กระเพาะเป็นแผลจนมีเลือดออกในทางเดินอาหาร สรุปว่า มะนาวโซดา กินได้ แต่อย่าไปกินเพราะหลงเชื่อว่ามันป้องกันหรือรักษามะเร็งได้ อันนั้นมั่วแจ้ ส่วนอาม่าท่านนี้ก็ขอให้หายไว ๆ ครับ อย่าลืมส่องกล้องดูพวกแผลในกระเพาะด้วยเน่อ


  • -

ทัวร์ผีๆ ที่ฮ่องกง

ฮ่องกง อดีตอาณานิคมของอังกฤษซึ่งปัจจุบันอยู่ใต้การปกครองของจีน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักแห่งหนึ่งของเอเชีย

น่ากลัว
นักท่องเที่ยวที่ไปที่นี่ส่วนใหญ่มีจุดประสงค์คล้ายๆ กัน คือ ชอปปิง ทานอาหารอร่อยๆ และไหว้พระ ฮ่องกงเป็นเมืองแห่งแสงสีและชีวิตชีวา มีกิจกรรมต่างๆ ไว้ให้นักท่องเที่ยวทำตลอด 24 ชั่วโมงปัจจุบันฮ่องกงมีทัวร์รูปแบบใหม่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวผู้พิสมัยประวัติศาสตร์ สิ่งลี้ลับและภูตผี ฮ่องกงมีตึกเก่าๆ สมัยอังกฤษปกครอง ซึ่งแต่ละสถานที่ก็จะมีเรื่องเล่ามากมาย ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังเคยถูกโจมตีทั้งทางอากาศด้วยการทิ้งระเบิดทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากและยังเคยถูกกองทัพญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเข้มงวดและโหดร้ายยึดครอง

ทัวร์นี้นิยมพาไปนักท่องเที่ยวไปที่ย่านหว่านไฉ๋ หลายคนอาจแปลกใจเพราะเป็นที่รู้จักกันดีว่า ย่านนี้เป็นแหล่งชอปปิงหลักของฮ่องกง เป็นแหล่งอาหารอร่อยและการสังสรรค์ยามค่ำคืน แต่ย่านนี้มีตึกเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์มากมายซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆมาเรีย ว็อกโปยี ไกค์บริษัทฮ่องกง เฮ้าส์ออฟสตอรี่ เล่าว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หว่านไฉ๋ต้องต่อสู้กับความโหดร้าย การโจมตีทางอากาศครั้งแล้วครั้งเล่า

“ดิฉันอยู่ที่นี่มากว่า 20 ปี ได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับความลี้ลับและผีๆ จากคนเฒ่าคนแก่มากมาย คนจีนเชื่อกันว่าเมื่อคนตายโดยการถูกฆ่าหรือผิดธรรมชาติ วิญญานของพวกเขาจะกลับแก้แค้น หลายที่ในหว่านไฉ๋ มีคนตายอย่างทรมานมากมาย เราจะได้รู้กันว่า ความเชื่อที่ว่าเป็นจริงหรือไม่” มาเรียบอกกับลูกทัวร์ก่อนออกเดินทาง

ทัวร์นี้เริ่มที่ตลาดสดเก่า ซึ่งเคยเป็นที่เก็บศพสมัยสงครามก่อนจะไปที่สนามเด็กเล่นเซาธ์ธอน ที่ที่เชื่อกันว่าเคยถูกใช้เป็นที่ทรมานนักโทษ หลังจากนั้นไกด์จะพาลูกทัวร์เดินไปที่แมนชั่นนัมคู ซึ่งเคยถูกใช้เป็น “ซ่อง” สำหรับทหารญี่ปุ่น หลายคนเล่าว่า ได้ยินเสียงร้องโหยหวนคร่ำครวญของผู้หญิงที่ถูกนำมาทำงานที่นี่โดยไม่เต็มใจในยามค่ำคืน ในปี 2546 มีเด็กกลุ่มหนึ่งพากันเข้าไปที่นี่ในตอนกลางคืนเพื่อพิสูจน์ว่ามีผีหรือไม่ แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ต้องวิ่งกันออกมาและถูกส่งไปหาจิตแพทย์ พวกเขาเล่าว่า เห็นเงาผู้หญิงในชุดขาวกวักมือเรียกและร้องให้ช่วย

ส่วน เชา ชุงหวา ผู้ก่อตั้งทัวร์วอร์ค อิน ฮ่องกงเล่าว่า มีประตูรั้วที่ปิดตายแห่งหนึ่งชื่อว่า เดอะเกตออฟเฮลล์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ถนนสแควร์ ประตูนี้ถูกเปิดออกเมื่อไม่กี่ปีมานี้เพราะมีการทำถนน ตั้งแต่นั้นมา ผู้คนที่อาศัยอยู่แถวนั้นก็จะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้หรือเล่นกันอย่างสนุกสนานในตอนกลางดึก แต่เมื่อเปิดหน้าต่างออกมาดู ก็ไม่เห็นอะไร ที่สนามแข่งม้าก็มีเล่าเรื่องน่าขนหัวลุกเช่นเดียวกันเพราะที่นี่เคยเกิดไฟไหม้ใหญ่เมื่อปี 2461 ทำให้มีคนตาย 600 คน

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดย่านไทโป๋ว ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Bride’s Pool ตำนานของที่นี่เล่าว่า ในฤดูฝนปีหนึ่ง เจ้าสาวแสนสวยคนหนึ่งเดินทางด้วยเสลี่ยงเพื่อไปแต่งงาน ตอนนั้นฝนตกหนักมาก เจ้าหน้าที่หามเสลี่ยงคนหนึ่งเกิดลื่นและทำให้เธอตกลงในบ่อน้ำและเสียชีวิต ผู้คนแถวนั้นมักจะเห็นผีเจ้าสาวคนนี้นั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ที่บ่อน้ำนี้เป็นประจำ แต่ในปัจจุบันบ่อนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวและว่ายน้ำไปแล้วเพราะมีน้ำใสและวิวรอบข้างสวยงาม


  • -

ซอว์นี่ บีน ตำนานครอบครัวกินคนสุดสยอง!

ในอดีตจนถึงปัจจุบันเราคงเคยได้ยินเรื่องราวความสยองของ คนกินคน กันมาหลายรูปแบบแล้ว วันนี้ทีนเอ็มไทยขอพาเพื่อนๆ ย้อนไปในอดีตสมัยต้นศตวรรษที่ 15 กันหน่อย เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่ลักลอบฆ่าคนแล้วนำไปทำเป็นอาหาร แค่คนเดียวยังว่าน่ากลัวแล้ว แต่นี่ยกมาเป็นครอบครัว กว่า 40 ชีวิต! ถือเป็นเรื่องราวสุดโด่งดังและเป็นตำนานเล่าขานต่อกันมาว่าพวกเขาคือ “ครอบครัวกินคน” ที่น่ากลัว.. ซอว์นี่ บีน ตำนานครอบครัวกินคนสุดสยอง!

คนกินคนเรื่องราวสุดสยอง ครอบครัวกินคน นี้ปรากฏอยู่ใน หนังสือนิวเกตส์ ที่บันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวของนักโทษที่ถูกจำคุกอยู่ในนิวเกตส์ โดยเรื่องราวของเขาและครอบครัวนั้นบอกได้คำเดียวว่า อำมหิตสุดๆ!

ในตอนต้นศตวรรษที่ 15 ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสก็อตแลนด์ เด็กชายชื่อ ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean) เป็นลูกของช่างไม้คนหนึ่งที่มีฐานะธรรมดา ตั้งแต่เด็ก ซอว์นี่ บีน ได้เรียนรู้วิชาช่างไม้มาจากพ่อ เมื่อโตเป็นหนุ่มเขาก็ได้ออกบ้านไปหางานและที่อยู่อาศัยเอง จนแต่งงานมีครอบครัว

แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาและครอบครัวก็ไม่มีความสุขเอาซะเลย ย่ำแย่มากถึงขึ้นยากจนสุดๆ นั่นก็เพราะ ซอว์นี่ บีน เป็นคนขี้เกียจ โง่เขลา กลายเป็นคนตกงาน ไม่มีงานทำ อีกทั้งชอบหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้คนไปทั่ว มิหนำซ้ำยังเป็นคนโมโหร้าย เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ ซอว์นี่ บีน และครอบครัวอยู่คนในพื้นที่ไม่ได้ จำต้องอพยพมาอยู่แถบชายฝั่งแถวกัลป์โลเวอร์ ซึ่งเป็นที่ห่างไกลชนบท

ซอว์นี่ บีน ใช้ถ้ำใหญ่ที่ตั้งอยู่ในระแวกนั้นเป็นที่พักอาศัย ถ้าถามว่าทำไมเขาถึงไม่สร้างบ้านล่ะ คำตอบคือ “ขี้เกียจ” มีถ้ำใหญ่โตขนาดนี้จะสร้างบ้านให้เมื่อยและเปลืองเงินทำไม! แถมถ้ำยังมีความพิเศษก็คือ เมื่อเวลาน้ำขึ้นน้ำก็จะปิดปากถ้ำทำให้คนภายนอกไม่สามารถเข้ามาได้ ซึ่ง ซอว์นี่ บีน และครอบครัวก็อยู่กันได้สบายๆ ถึงแม้จะมืดและอากาศชื้นก็ตาม อีกทั้งยังเป็นที่หลบซ่อนชั้นดีอีกด้วย

เมื่อหาที่อยู่อาศัยได้แล้ว เขาและครอบครัวก็ช่วยกันหางานทำเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยการ ดักปล้นจี้ นักเดินทางที่ผ่านไปมา ปล้นอาหาร ทรัพย์สิน และเครื่องใช้ต่างๆ แค่นั้นยังไม่พอยังฆ่านักเดินทาง พร้อมกับทำลายร่างและลากไปทิ้งทะเลด้วย เวลาผ่านไปนานเข้าดักปล้นของมาได้ก็เยอะ ถึงแม้แต่มีเสบียงอาหารติดตัวมา แต่ของเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ครอบครัวนี้อิ่มท้องกันเลย จนในที่สุดหัวหน้าครอบครัวอย่าง ซอว์นี่ บีน ก็คิดหาแหล่งอาหารใหม่ก็คือ “เนื้อคน” นี่แหละ! หาง่ายแถมได้สารอาหารครบถ้วน


  • -

กล้วยหอมทอง”บูมสุดขีดราคาพุ่ง100% “หนองเสือ”เมืองปทุม คุณ แดน เกษตกรหนุ่มสุดหล่อ

ตลาดกล้วยหอมทองโตก้าวกระโดด ดีมานด์ตลาดในประเทศ-ส่งออกรับซื้อไม่อั้นดันราคาพุ่งกระฉูด 100% ผลิตไม่พอขายพื้นที่อำเภอ “หนองเสือ” ปทุมธานี แหล่งปลูกใหญ่สุดป้อนผลผลิตเข้าโมเดิร์นเทรด-เซเว่นฯ รายได้สะพัด 1,000 ล้านบาท เกษตรกรอู้ฟู่รับทรัพย์ กล้วยหอมเครือละ200 บาท ระบุช่วงเทศกาลสารทจีนปลายเดือนสิงหาฯ ราคาสูงเท่าตัว

กล้วยหอมทอง
กระแสการบริโภคกล้วยหอมทองเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลังจากมีการนำมาแบ่งหวีขายในแพ็กเกจจิ้งที่สวยงาม โดยการวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น และในห้างโมเดิร์นเทรด ไม่ว่าจะเป็นแม็คโคร บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส เป็นต้น ซึ่งเป็นการกระจายสินค้าถึงมือผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง ประกอบกับสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตขนม เบเกอรี่ เค้ก ไอศกรีม น้ำปั่น รวมทั้งกระแสรักสุขภาพมาแรง ทำให้ความนิยมบริโภคกล้วยหอมขยายตัวอย่างกว้างขวางในเวลานี้

ปัจจุบันแหล่งปลูกกล้วยหอมทองขนาดใหญ่ที่ป้อนเข้าสู่โมเดิร์นเทรดได้แก่อำเภอหนองเสือจังหวัดปทุมธานีอำเภอวังน้อยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เป็นต้น

กล้วยหนองเสือส่งแม็คโคร-โลตัส    นายชัชวาล ทินประยงค์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เกษตรกรในอำเภอหนองเสือปลูกกล้วยหอมกันมานาน 10-20 ปีแล้ว คาดว่ามีพื้นที่รวมประมาณ 1 หมื่นไร่ โดยเฉพาะบริเวณคลอง 13 มีชื่อเสียงโด่งดัง แม้แต่เกษตรกรจากอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ก็มาเอาพันธุ์จากที่นี่ไปปลูก โดยในปีนี้ถือเป็นช่วงขาขึ้นของกล้วยหอม ราคาขายตอนนี้อยู่ที่เครือละ 130-200 บาท (เครือละ 5-6 หวี) ขึ้นอยู่กับขนาดของกล้วยหอม หากเป็นช่วงตรุษจีนหรือสารทจีน ราคาจะพุ่งขึ้นไปถึงเครือละ 250 บาท

ปัจจุบันช่องทางการจัดจำหน่ายมี 2 รูปแบบคือ พ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับซื้อแล้วส่งกล้วยเข้าตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง และส่งขายให้กับโมเดิร์นเทรด ซึ่งโมเดิร์นเทรดจะต้องการลูกขนาดกลาง ๆ ไม่ใหญ่มาก หวีละประมาณ 2.2 กิโลกรัม ส่วนตลาดสี่มุมเมืองจะเป็นกล้วยขนาดใหญ่ซึ่งมีราคาสูงกว่า โดยจะขายในราคาเข่งละ 500-600 บาท (เข่งละ 7 หวี) ส่วนกล้วยขนาดเล็กนิยมนำไปทำเค้กกล้วยหอม ซึ่งตลาดยังมีความต้องการอีกมาก ปัจจุบันเกษตรกรผลิตไม่พอขาย


  • -

ลูกตำรวจคลิปถูกสาวตบลั่นภูมิใจในตัวพ่อ ทำงานดีตลอด 30 ปี

จากกรณีที่โลกออนไลน์ ได้มีการเผยแพร่คลิปตำรวจและประชาชนก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายกันอยู่ภายในป้อมตำรวจแห่งหนึ่ง ก่อนเกิดเหตุตำรวจคือ ร.ต.ท.ประดิษฐ์ ไทยยากรณ์ อายุ 57 ปี ขับขี่จักรยานยนต์ไปพบ จักรยานยนต์คันหนึ่งที่ซ้อน 4 ฝ่าไฟแดง และไม่สวมหมวกกันน็อก จึงเรียกให้หยุด แต่ผู้ขับขี่ไม่สามารถแสดงใบขับขี่และเอกสารทะเบียนรถได้ จึงเชิญตัวไปที่ตู้จราจรแยกศรีพรสวรรค์ตำรวจโดนตบแต่เมื่อมาถึงตู้จราจร มีหญิงที่ซ้อนท้ายคนหนึ่งได้ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปภายใน ก่อนจะถูกหญิงสาวชี้หน้าด่าอย่างหยาบคาย ร.ต.ท.ประดิษฐ์ จึงเชิญให้หญิงสาวออกไปรอที่ด้านนอก เพื่อจะเขียนใบสั่ง แต่ฝ่ายหญิงกลับด่าทออีก พร้อมกับเริ่มทำร้ายร่างกาย ใช้มือตบตีเตะถีบกลายเป็นบาดแผลขีดข่วนหลายแห่ง นายอำพลกับคนอื่นๆ ยืนดูเหตุการณ์และถ่ายคลิปเอาไว้

ต่อมาฝ่ายหญิงได้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี โดยกล่าวหาว่า ร.ต.ท.ประดิษฐ์ ทำร้ายร่างกาย ทางด้าน ร.ต.ท.ประดิษฐ์ ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าหญิงสาวคนดังกล่าว คือ นางภัทรจิรา ได้ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงา ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ขณะปฎิบัติการตามหน้าที่

ล่าสุด เฟซบุ๊ก Prachya Thaiyakorn ซึ่งเป็นลูกชายของ ร.ต.ท.ประดิษฐ์ ไทยยากรณ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กเป็นภาพตนและคุณพ่อคุณแม่ พร้อมระบุข้อความถึงเหตุการณ์ในคลิปดังกล่าวว่า…

“ที่ผมไม่แชร์คลิปเพราะมันทำให้ผมโมโห และเจ็บใจ ที่เห็นพ่อตัวเองโดนกระทำแบบนั้น ผมไม่รู้หรอกว่า ผญ ในคลิปไปโกรธ ไปเกลียดตำรวจมาจากไหน แต่สิ่งคุณทำมันคือสิ่งที่ผิด คุณไม่ใส่หมวกกันน็อค ฝ่าไฟแดง พ่อผมเป็นตำรวจให้พ่อผมนั่งดูคุณขับรถผ่านไปเฉยๆ หรอครับ ไม่อย่างนั้นจะมีตำรวจและกฎหมายไว้ทำอะไร ถ้าใช้กับคนที่ทำผิดกฎหมายแบบคุณไม่ได้ คุณอัดคลิปมา ผมได้ดูนะและผมก็เห็นในคลิปว่าพ่อผมต่อยคุณไปทีนึง บางคนที่ได้ดูอาจจะมองว่าตำรวจทำร้ายประชาชนอีกแล้ว

แต่คุณรู้ไหมว่าพ่อผมเสียความรู้สึกแค่ไหน เป็นตำรวจรักษากฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องมาโดยตลอด 30 ปี ดันโดนคนทำผิดเอาตีนถีบ เอาเล็บจิกหน้า ด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย แล้วไปแจ้งความว่าตำรวจทำร้ายร่างกาย ตำรวจที่คุณได้ทำร้ายร่างกายนั้น เขามีครอบครัว มีเมีย มีลูก ถอดชุดออกมาก็เป็นลุงแก่ๆ คนนึงที่ใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไปแค่นั้นเอง ก็ไม่เป็นไร ให้เรื่องมันเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ใครผิดใครถูกให้กฎหมายตัดสินเอาเองละกัน

สุดท้ายขอบคุณที่ทำให้ผมเห็นอีกมุมนึงของพ่อผม มันเป็นมุมซึ่งผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ผมได้เห็นพ่อผมปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง และยับยั้งอารมณ์ตัวเองได้ดี ผมรู้สึกภูมิใจในตัวพ่อนะ เพราะผมก็ไม่รู้ว่าถ้าผมเจอแบบพ่อ ผมจะยับยั้งอารมณ์ได้ดีแบบที่พ่อทำไหม 


  • -

คืบหน้าค้นหา ฮ.สูญหาย แม่ทัพภาค 3 เผยชาวบ้านไม่ได้ยินเสียงระเบิด

วันที่ 15 ส.ค. 59 พล.ท.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล แม่ทัพภาค 3 เผยในรายการ เจาะลึกทั่วไทย อินไซต์ ไทยแลนด์ ของสถานีข่าวสปริงนิวส์ ถึงความคืบหน้าการค้นหาเฮลิคอปเตอร์ที่สูญหายบริเวณรอยต่อของ จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.เชียงใหม่ ว่า วันนี้จะมีการปฏิบัติการค้นหาเริ่มตั้งแต่ 06.00 น. โดยใช้กำลังทางภาคพื้นดินจำนวน 30 ชุด และยังเตรียมชุดหนุนไว้อีก 70 ชุด ปฏิบัติการในการค้นหาฮ.ตกอีกแล้ว

นอกจากนี้ยังมีกำลังในส่วนของอุทยาน สถานีเรดาร์ อาสามัครในพื้นที่ของกู้ภัยในการดำเนินการค้นหาด้วย โดยแนวทางในการค้นหาของวันนี้ ดูจากข่าวสารล่าสุดที่ได้รับวานนี้ ที่มีชาวบ้านในพื้นที่บ้านแม่มะลอ ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เผยว่าเมื่อเวลา 10.30 น. ของวานนี้ (14 ส.ค.) ยังเห็นเฮลิคอปเตอร์ลำนี้บินอยู่เหนือหมู่บ้านอยู่

ซึ่งหมู่บ้านนี้ ถ้าคิดจากสถานีเรดาร์ดอยอินทนนท์เป็นหลัก จะห่างจากสถานีเรดาร์ประมาณ 7 กม. ประกอบข้อมูลทางด้านเทคนิก ซึ่งคาดว่าพื้นที่ที่อาจเป็นจุดเกิดเหตุอาจมาทางทิศตะวันตกจากสถานีเรดาร์ ระยะทางประมาณ 2-6 กม.

โดยจะแบ่งกำลังทางภาคพื้นดินออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 จากสถานีเรดาร์ เดินลงมาทางทิศตะวันตก ระบะทาง 2-6 กม. ส่วนที่ 2 จากบ้านแม่มะลอ เดินลงมาทางทิศใต้ และส่วนที่ 3 เดินทางจากบ้านตีนผา อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสถานีเรดาร์ กำลังในส่วนนี้จะเดินขึ้นไป และทั้ง 3 ส่วนนี้จะเดินไปบรรจบกัน ตรงพื้นที่ที่คาดว่าเป็นจุดเกิดเหตุ

ซึ่งอยู่ในบริเวณพื้นที่ ต.แม่นาจร โดยถ้าวันนี้ยังค้นหาไม่พบ จะใช้กำลังอีก 70 ชุดปฏิบัติการเพิ่มเข้าไป เนื่องจากขณะนี้สภาพอากาศในพื้นที่ปิดอยู่ มีเมฆมาก และมีฝน ประกอบกับพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงชัน หลายพื้นที่เป็นหน้าผา เป็นป่าค่อนข้างทึบ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ทำให้เคลื่อนที่ได้ช้า

อย่างไรก็ตาม พล.ท.สมศักดิ์ ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าว ถือเป็นลำใหม่ล่าสุด เพิ่งประจำการที่กองทัพบกเมื่อเดือน ก.ย. 58 ที่ผ่านมา โดยเป็นลำที่ทันสมัยที่สุด


  • -

สติ กับ ความโกรธ พระมหาประภาส โรจนวังโส

 ที่ใดที่มีความโกรธที่นั่นไม่มีสติ ที่ใดมีสติที่นั่นไม่มีความโกรธ ความโกรธเปรียบเสมือนหนู สติเปรียบเสมือนแมว ที่ใดมีแมวที่นั่นไม่มีหนู ที่ใดมีหนูที่นั่นไม่มีแมว ฉะนั้นสติจึงเป็นธรรมซึ่งใช้เป็นคู่ปรับกับความโกรธได้เป็นอย่างดี ถ้าเราอยากจะหนีความโกรธ เราก็ควรฝึกสติในทุกๆ อิริยาบถ เมื่อเรามีสติอยู่ในทุกอิริยาบถ ก็คือเรามีความตื่นรู้อยู่ในทุกอิริยาบถ จิตของเราที่มีความตื่นรู้เป็นอารมณ์แล้ว ก็ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับที่ความโกรธจะแทรกตัวเข้ามา ฉะนั้นสันนิษฐานได้อย่างหนึ่งว่า ใครโกรธคนนั้นกำลังขาดสติ ถ้าเราอยู่กับคนที่เขากำลังโกรธ คือ

สาธุ

ประการแรก เราต้องไม่โกรธไปกับเขา เพราะถ้าเราโกรธไปกับเขา หรือเอาตัวเองไปเป็นพวกเขาปุ๊บ เราถูกลากเข้าไปในสมรภูมิแห่งความโกรธเรียบร้อยแล้ว

ประการที่ 2 เราต้องสามารถควบคุมความคิดของตัวเองไม่ให้ตกเป็นฝักเป็นฝ่าย ทั้งฝ่ายคนที่กำลังโกรธแบะฝ่ายคนที่มากระตุ้นให้เขาโกรธ แต่เราควรวางตัวเป็นกลางเพื่อจะได้มองเห็นคนที่กำลังโกรธอยู่ข้างหน้าของเราอย่างชัดเจนว่าเขากำลังโกรธแล้วนะ เขากำลังเริ่มมีอาการวิปริตผิดเพี้ยนแล้วนะ เมื่อเราสังเกตเห็นเขาอย่างชัดเจน เราจะได้เตรียมพร้อมว่าจะช่วยเขาได้อย่างไร

ประการที่ 3 เราต้องวางตัวให้เป็นคนที่ใจเย็นที่สุดในนาทีอย่างนั้น นั่นคือใจเย็น พูดเย็น แล้วก็ทำเย็น ใจเย็นก็หมายความว่าอย่าไปซ้ำเติมเขา ว่าเขากำลังหลุด เขากำลังเสียศูนย์นะ พูดเย็นก็คือพยายามพูดในลักษณะเตือนสติเขาให้กลับมาอยู่กับเหตุผล และทำเย็นก็คืออยู่ใกล้ๆ เขาแล้วแสดงออกอย่างชัดเจนว่า คนที่เรากำลังโกรธนั้นยังมีคุณเป็นเพื่อนอยู่นะ เมื่อเขารับรู้ได้ถึงความเมตตาของเราในนาทีอย่างนั้น ความโกรธก็จะค่อยๆ ลดความแรงลง
ประการที่ 4 พาเขาออกจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้เขาโกรธให้เร็วที่สุด

ประการที่ 5 ควรพาเขาไปล้างหน้าล้างตาเพื่อเรียกสติ น้ำมีปฏิสัมพันธ์เป็นพิเศษกับความตื่นรู้ในหัวใจคน พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะนั่งสมาธิอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเรรัญชรา ท่านอาจารย์พุทธทาสเลือกสวนโมกข์ก็เพราะมีธารน้ำไหล วัดทุกวัดที่พระพุทธเจ้าเคยจำพรรษาล้วนแล้วแต่มีสระน้ำแห่งการตื่นรู้อยู่ใกล้ๆ พาคนที่เขากำลังโกรธไปล้างหน้าล้างตาเพื่อเรียกสติ จากนั้นควรชวรเขาไปทำงานอะไรสักอย่างหนึ่ง ชวนไปกินข้าว ชวนไปทำงาน ชวนไปร้องเพลง หรือชวนพูดคุยก็ได้ เพื่อเคลื่อนย้ายพลังงานแห่งความโกรธซึ่งเป็นอกุศลจิตชนิดหนึ่ง ให้ออกมาจดจ่ออยู่กับงานซึ่งกำลังอยู่ข้างหน้าเขา เมื่อมาถึงขั้นเคลื่อนย้ายพลังงานอย่างนี้สำเร็จแล้ว ก็เริ่มพูดคุยกับเขาด้วยวาจาสุภาษิต คือพูดด้วยเมตตา ใช้เหตุใช้ผล ถึงขั้นนี้แล้วอาตมภาพคิดว่า ความโกรธนั้นเย็นตัวลงมากแล้ว


  • -

รถไฟชมวิวหุบเขาคุโรเบะ Kurobe Gorge Railway

มุมมองที่ดีที่สุดในการชมทัศนียภาพของหุบเขา คือ ที่นั่งทางด้านขวาของรถไฟ เมื่อเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่หุบเขา และตั๋วรถไฟจะระบุแค่เลขที่ตู้รถไฟ แต่ไม่ได้ระบุเลขที่นั่ง ถ้าต้องการเลือกที่นั่งจึงควรไปต่อคิวแต่เนิ่นๆ

รถไฟชมวิว
หุบเขาคุโรเบะ(Kurobe Gorge) เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม ตั้งอยู่ในป่าทางทิศเหนือของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น ตัดผ่านแม่น้ำคุโรเบะ(Kurobe River) และนับเป็นหนึ่งในหุบเขาที่ลึกที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วยแนวหน้าผาสูงชัน ป่าหนาทึบที่อุดมสมบูรณ์ และน้ำพุร้อนกลางแจ้ง ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางที่โด่งดังสำหรับนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบธรรมชาติ

วิธีการท่องเที่ยวของหุบเขาคุโรเบะคือการนั่งรถไฟชมวิวสายหุบเขาคุโรเบะ(Kurobe Gorge Railway) ซึ่งเดิมสร้างขึ้นเพื่อต่อเติมโครงสร้างของเขื่อนคุโรเบะ(Kurobe Dam) ปัจจุบันได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ใช้บริการ เส้นทางรถไฟแห่งนี้คดเคี้ยวและยาวประมาณ 20 กิโลเมตรสวยงามมาก

รถไฟชมวิวสายหุบเขาคุโรเบะนี้จะมีด้วยกันทั้งหมด 4 สถานี เริ่มต้นที่สถานี Unazuki Station แล้วไปที่ Kuronagi Station, Kanetsuri Station แล้วจบที่สถานี Keyakidaira Station ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 80 นาที ระหว่างการเดินทางขบวนรถไฟจะวิ่งผ่านสะพาน 20 แห่ง และลอดอุโมงค์อีกกว่า 40 อุโมงค์ นักท่องเที่ยวจะได้ชมทัศนียภาพอันงดงามของหุบเขาเบื้องล่าง นอกจากนี้รถไฟจะจอดตามสถานีต่างๆระหว่างทาง ซึ่งสามารถแวะเยี่ยมชมและสำรวจได้ในแต่ละสถานีอีกด้วย

รถไฟขบวนนี้ให้บริการตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม – 30 พฤศจิกายน และจะเป็นที่นิยมมากที่สุดในฤดูใบไม้ร่วง(กลางเดือนตุลาคม-กลางเดือนพฤศจิกายน)เมื่อต้นไม้ตามทางลาดหุบเขาเลียบริมทางรถไฟต่างเปลี่ยนเป็นสีส้มสดใส สีเหลือง และสีแดงสลับกันอย่างสวยงาม
ราคาค่าตั๋วรถไฟ 1 เที่ยว 1,710 เยน จะเป็นราคาสำหรับตู้รถไฟแบบ standard จะเป็นตู้มีหลังคาแต่ไม่มีหน้าต่าง และที่นั่งไม่มีพนักพิงหลัง สามารถอัพเกรดเป็นแบบ second class ที่เป็นตู้มีหน้าต่างปิดและมีที่พิงหลังโดยเพิ่มเงินอีก 370 เยน หรือแบบ first class ที่ตู้รถไฟเหมือนแบบ second class แต่ที่นั่งจะสามารถหมุนกลับหลังได้ เพิ่มเงินอีก 570 เยน

รถไฟสายคุโรเบะจะวิ่งชั่วโมงละ 1-3 คัน เริ่มต้นวิ่งที่สถานี Unazuki ตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงประมาณ บ่าย 3 โมง และรอบกลับจากสถานี Keyakidaira รอบสุดท้ายเวลาประมาณ 5 โมงเย็น


เรื่องล่าสุด