• 0

สุดแกร่ง หญิงป่วยมะเร็งสมองไม่ท้อ-ขอส่งต่อความหวัง ในทุกก้าวของการวิ่งมาราธอน

ที่สุดของความแข็งแกร่ง หญิงป่วยมะเร็งสมอง ขอท้าทายตัวเองด้วยการร่วมวิ่งมาราธอน 7 วัน ใน 7 ทวีป ขอส่งต่อความหวังและกำลังใจ และระดมเงินทุนหนุนงานวิจัยโรคมะเร็ง

ในขณะที่ใครหลายคนสูญเสียกำลังใจ รู้สึกสิ้นหวังอาลัยในชีวิตเมื่อได้ทราบว่าตัวเองกำลังถูกโรคร้ายบั่นทอนร่างกายทีละน้อย แต่สำหรับ เบ็ธแอนน์ เทลฟอร์ด หญิงชาวอเมริกันวัย 47 ปี ซึ่งกำลังต่อสู้กับโรคมะเร็งสมองอยู่นั้น เธอกลับขอลุกขึ้นมอบความหวังแก่ตัวเองและคนอื่น ๆ แทนที่จะปล่อยให้เวลาผ่านไป

สำหรับเรื่องราวของเธอได้รับการเปิดเผยผ่าน เว็บไซต์ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 ภายหลังจากที่เบ็ธแอนน์ตัดสินใจที่จะขอเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ ด้วยการเข้าร่วมงานแข่งวิ่งมาราธอน 2017 World Marathon Challenge ขอเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน 33 ราย จาก 13 ประเทศทั่วโลก เพื่อออกพิชิตเส้นทาง 23,600 ไมล์ ใน 7 ทวีป กับระยะเวลา 7 วัน

เบ็ธแอนน์ เผยว่า เธอรู้ตัวว่าเป็นโรคมะเร็งสมองตั้งแต่ปี 2548 แม้ว่าเธอจะเคยทำเคมีบำบัดและผ่าตัดสมองมาหลายครั้ง แต่เซลล์มะเร็งในร่างกายของเธอก็ยังคงอยู่ และส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เธอไม่สามารถขับรถได้เพราะตาซ้ายมองไม่เห็น อีกทั้งโรคร้ายยังส่งผลกระทบต่อกระเพาะปัสสาวะของเธอ ทำให้เธอต้องผ่าตัดและมีถุงปัสสาวะเล็ก ๆ ซึ่งต้องคอยดูแลเป็นพิเศษและรักษาความสะอาดระหว่างการแข่งขันครั้งนี้

ทั้งนี้เบ็ธแอนน์ได้เริ่มวิ่งมาราธอนมาตั้งแต่ 15 ปีก่อน และภายหลังจากที่ป่วยเธอก็ยังคงวิ่งมาราธอนเพื่อระดมเงินทุนมาสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งในเด็ก และบริจาคเงินแก่องค์กรไม่แสวงหากำไรที่วิจัยเรื่องโรคมะเร็งสมองในสหรัฐฯ การลงทุนแก่เด็ก ๆ นับเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเธอ เพราะนับตั้งแต่ที่เธอรู้ตัวว่าไม่สามารถมีลูกได้ เธอก็ได้ช่วยรับเลี้ยงเด็ก ๆ จำนวนมาก รวมทั้งพยายามดูแลและมอบความหวังแก่ครอบครัวของเด็กผู้ป่วยมะเร็งอีกหลายร้อยคน

ระหว่างที่วิ่ง เธอมักจะนำภาพของเด็ก ๆ ติดไว้ที่เข็มขัด และสวมรองเท้าที่เด็ก ๆ เป็นผู้ตกแต่งให้ เพราะยามใดก็ตามที่มองลงไป เธอจะรู้ได้ว่าเด็ก ๆ อยู่กับเธอ และช่วยให้สามารถผ่านพ้นทุกอย่างไปได้ ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2548 เธอระดมเงินมาสนับสนุนงานวิจัยได้แล้วไม่ต่ำกว่า 835,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 29 ล้านบาท) แต่หวังว่าการวิ่งมาราธอนในครั้งนี้ จะทำให้ยอดเงินดังกล่าวทะลุหลักล้านได้

แม้เธอจะรู้ตัวดีว่าคงไม่ใช่คนแรกที่เข้าเส้นชัย แต่สำหรับเธอแล้ว การได้ร่วมวิ่งนั้นยิ่งใหญ่กว่าชัยชนะ และนอกจากการระดมเงินแล้ว เธอยังต้องการให้เรื่องของเธอเป็นสื่อกระจาย “ความหวัง” อันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกคน ขณะที่แม้การวิ่งจะดูเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเธอในสายตาคนอื่น แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเธอคือเวลา คือการที่ต้องบอกพ่อแม่ว่าลูกสาวของเขาป่วยเป็นมะเร็งสมอง และไม่มีอะไรเทียบได้กับการผ่านพ้นการทำเคมีบำบัด การผ่าตัดสมอง และแม้แต่ความตาย เธอรู้ตัวว่าเธอสามารถทำมันได้ และมันก็เป็นเพียงอีกก้าวที่เธอนำคนอื่นไปเท่านั้น

สำหรับการแข่งขันมาราธอนในระยะเวลา 7 วัน กับเส้นทางใน 7 ทวีปของเบ็ธแอนน์ จะเริ่มขึ้นในวันที่ 23 มกราคมนี้ โดยเริ่มจาก Union Glacier ในทวีปแอนตาร์กติกา และจะวิ่งผ่านประเทศต่าง ๆ เช่น ชิลี สหรัฐฯ สเปน โมร็อกโก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย


  • 1

เบาหวานกับโรคซึมเศร้า

“โรคเบาหวาน” เป็นโรคยอดฮิตที่คนไทยเป็นกันมาก สามารถพบได้ในทุกช่วงวัย และมีแนวโน้มที่จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี

โดยในปี พ.ศ. 2558 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เป็นโรคเบาหวาน 4,025,100 ราย มีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาโรคเบาหวานประมาณ 12,000 บาทต่อปี และมีผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากเบาหวานปีละเกือบ 76,000 คน (ที่มา : สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation – IDF))

รู้จักโรคเบาหวาน

“โรคเบาหวาน” เกิดจากการทำงานของ “ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin)” ของร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้ อินซูลิน ซึ่งมีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆ เพื่อไปใช้เป็นพลังงาน ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ เสื่อม

เบาหวานแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1. เบาหวานประเภทที่ 1 (Type 1 Diabetes) เกิดจากการที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินให้เพียงพอ เนื่องจากเบตาเซลล์ (beta cells) ของตับอ่อนถูกทำลายด้วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ผู้ป่วยจึงต้องได้รับอินซูลินด้วยการฉีดหรือใช้เครื่องปั๊มอินซูลิน

2. เบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 Diabetes) เป็นเบาหวานที่พบเป็นส่วนใหญ่ เกิดจากการที่ตับอ่อนยังสามารถสร้างอินซูลินได้แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ผู้ป่วยต้องควบคุมอาหาร ใช้ยาชนิดกินหรือใช้อินซูลินชนิดฉีด

โรคเบาหวานเกิดจากกรรมพันธุ์และการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมและไม่ออกกำลังกาย

เมื่อเป็นโรคเบาหวานแล้ว อาจทำให้ร่างกายเป็นโรคอื่นๆ ตามมาอีกด้วยอย่าง “โรคซึมเศร้า” ซึ่งคนที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้ถึง 25% ขณะเดียวกัน คนที่เป็นโรคซึมเศร้าไปนานๆ ก็อาจมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน 25-30% เช่นกัน

เบาหวาน และซึมเศร้า

ความซึมเศร้ามีอยู่ในตัวเราทุกคน สามารถเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องกินยาไปตลอดชีวิต การปรับตัวต่อการรับรู้ข่าวร้าย การดูแลตัวเองตอนป่วย รวมถึงความกังวลใจในการดูแลคนในครอบครัว สาเหตุดังกล่าวข้างต้นทำให้ผู้ป่วยเบาหวานป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

ในทางตรงกันข้าม คนที่เป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว ก็มีผลต่อโรคเบาหวาน เพราะมีสารที่ทำให้อินซูลินผิดปกติ คนไข้มีความเครียด ดูแลตัวเองได้น้อยลง เมื่อความเครียดหลั่งออกมาจะไปทำลายสมอง วนกับความคิดเดิมๆ ของตัวเอง ส่งผลให้เป็นโรคเบาหวานได้มากขึ้น

การเป็นเบาหวานแล้วมาเป็นโรคซึมเศร้า หรือเป็นโรคซึมเศร้าแล้วตามด้วยเบาหวาน คือ การเกิดโรคร่วม ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคนๆ นั้น ทำให้ความสามารถในการดูแลตัวเองด้านต่างๆ น้อยลง

เช็กสักหน่อย ซึมเศร้าหรือไม่ ?

หากสงสัยว่าผู้ป่วยเบาหวานอาจมีอาการของโรคซึมเศร้าร่วมด้วย แพทย์จะเช็กด้วยคำถาม 2 คำถาม คือ

1. สัปดาห์ที่ผ่านมามีอารมณ์เศร้าไหม

2. สัปดาห์ที่ผ่านมา มีอาการเบื่อหน่าย ไม่อยากทำอะไรไหม

ถ้าคนไข้ไม่มีอาการทั้ง 2 คำถาม แสดงว่าไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า แต่ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้อ ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ อย่างไรก็ดี พบว่าผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุ แต่อาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุมีลักษณะที่แตกต่างจากผู้ป่วยซึมเศร้าทั่วไป กล่าวคือ ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่อหน่ายเป็นอาการเด่น สนใจเรื่องต่างๆ น้อยลง ห่วงเรื่องทางกายมากขึ้น กังวลว่าตัวเองจะเป็นอันตราย รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของลูกหลานแต่ไม่ถึงกับจะทำร้ายตัวเอง เป็นต้น ดังนั้นถ้าผู้สูงอายุมีอาการดังที่กล่าวมา ควรมาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและดูแลรักษาต่อไป

แนวทางการรักษา

หากพบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีอาการของโรคซึมเศร้าร่วมด้วย แพทย์จะให้ยารับประทาน โดยเป็นยาที่ไปปรับสารสื่อประสาทในสมองให้สมดุลขึ้น เพราะโรคซึมเศร้าถึงแม้จะมีจุดเริ่มต้นที่ความเครียด หรือความคิดในแง่ลบ พบว่าต่อมาจะมีผลต่อสารสื่อประสาทในสมองให้เสียสมดุลได้ และมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีแนวโน้มจะมีสารเหล่านี้บกพร่องได้ง่ายอยู่แล้ว โดยไม่ได้สัมพันธ์กับความเครียดโดยตรง การได้รับยาจึงช่วยลดอาการซึมเศร้าได้

นอกจากยาแล้ว การเข้าใจตนเอง รู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตใจ เรียนรู้ที่จะอยู่กับโรค หรือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ร่วมกับการผ่อนคลายจิตใจ เช่น การใช้ดนตรีบำบัด และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยคลายความเครียด และทำให้ร่างกายแข็งแรง

หากทำได้ตามที่กล่าวมาข้างต้น แม้ว่าจะมีโรคซึมเศร้าแทรกเข้ามาในผู้ป่วยเบาหวาน หรือคนที่เป็นซึมเศร้าแล้วเป็นโรคเบาหวาน ก็จะสามารถเอาชนะโรคร้าย และอยู่ร่วมกับมันได้อย่างมีความสุข


  • 0

ญี่ปุ่นทำเก๋ ! สร้างผลงานศิลปะแสนน่ารักหลากสีสันจากกองใบไม้บนพื้นดิน

ชื่นชมกับไอเดียผลงานศิลปะสุดอาร์ตของชาวญี่ปุ่นกับการเรียงใบไม้หลากสีเป็นรูปต่าง ๆ ที่น่าประทับใจบนพื้นถนนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฤดูใบไม้ร่วงนั้นนับว่าเป็นช่วงเวลาที่แสนจะอบอุ่นและสวยงาม ต้นไม้น้อยใหญ่ตามสวนสาธารณะ หรือริมทางเดินต่างก็พร้อมใจแข่งกันอวดสีสันของใบไม้ที่สดใส อันเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมากมายจากทั่วสารทิศได้เดินทางมาชื่นชมกับความงดงาม

ขณะเดียวกันการมาเยือนของฤดูใบไม้ร่วงที่ไม่ได้มีแต่ความงามหรือบรรยากาศดี ๆ ที่ใครหลายคนเฝ้ารอเพียงเท่านั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ตามมาและดูเหมือนว่าจะไม่เป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่เท่าใดนัก ก็คือใบไม้จำนวนมากมายที่ร่วงหล่นสู่พื้นและรอวันเหี่ยวเฉาตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลนั่นเอง เรียกได้ว่าสร้างความหงุดหงิดแก่ผู้ที่มีหน้าที่ต้องคอยเก็บกวาดพวกมันไม่ใช่น้อย

อย่างไรก็ตามปัญหาความหงุดหงิดเหล่านั้นกลับไม่ได้สร้างความรำคาญใจให้กับชาวญี่ปุ่นเลย ตรงกันข้ามพวกเขารู้สึกยินดีและพร้อมต้อนรับต่อการมาของกองใบไม้ที่ร่วงหล่นเหล่านี้ผ่านผลงานศิลปะอันแสนงดงาม

ซึ่งเว็บไซต์ rocketnews24 ได้พาไปชมผลงานศิลปะใบไม้ร่วงสุดครีเอทเหล่านั้น ที่รู้จักกันในชื่อของ “Ochiba art” หรือ “Fallen leaf art” โดยเป็นการนำใบไม้ที่ร่วงหล่นอันหลากหลายทั้งสีและขนาด มาเรียงให้เกิดเป็นภาพตัวการ์ตูนแสนน่ารัก เช่น มิกกี้เม้าส์ หมีพูห์ คิตตี้ โปเกมอน รวมถึงภาพอันแสนป๊อปปูล่าร์อย่าง “รูปหัวใจ” เพื่อใช้สื่อถึงความรักในรูปแบบการจัดเรียงของใบไม้ที่ต่างกันออกไป เรียกได้ว่าถ้าเห็นแล้วจะต้องอดทึ่งในจินตนาการของคนทำเสียไม่ได้

และเราเองก็ไม่พลาดที่จะรวบรวมภาพถ่ายผลงาน “Ochiba art” ส่วนหนึ่งจากไอจีซึ่งตอนนี้ได้กลายมาเป็นเทรนด์ประชันไอเดียสุดเก๋บนโลกโซเชียลให้พวกคุณได้ชื่นชมกับสุดยอดผลงานจากกองใบไม้เหล่านี้ว่าจะสวยงามและน่ารักขนาดไหน


  • 0

ครบรอบ 10 ปี iPhone สมาร์ทโฟนเปลี่ยนโลก จากวันนั้นสู่วันนี้

ครบรอบ 10 ปี iPhone สมาร์ทโฟนเปลี่ยนโลก กับการเปลี่ยนแปลงจากวันนั้นสู่วันนี้ iPhone สมาร์ทโฟนที่มียอดขายได้มากกว่า 1 พันล้านเครื่องทั่วโลก

ย้อนกลับไปวันนี้เมื่อสิบปีที่แล้ว (วันที่ 9 มกราคม 2007) สตีฟ จ็อบส์ ขึ้นเวทีงาน Macworld 2007 ที่เมืองซานฟรานซิสโก ได้เปิดตัวสินค้าที่เปลี่ยนแปลงโลกของการสื่อสารไปตลอดกาล โดยสตีฟ จ็อบส์ บอกว่าเป็นการนำ 3 สินค้า มารวมไว้ในตัวเดียว นั่นก็คือ iPod หน้าจอแบบสัมผัส, การปฏิวัติโทรศัพท์มือถือ และการใช้อินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์พกพา ทำให้เกิดเป็น iPhone ขึ้นมา

การเปลี่ยนแปลงของ iPhone แต่ละรุ่นก็มีการเพิ่มฟีเจอร์และพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดย iPhone รุ่นแรกนั้นคงต้องยอมรับเลยว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสมาร์ทโฟนที่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนโลกไอทีกันเลยทีเดียว แต่เนื่องจากในยุคนั้นยังไม่ค่อยมีฟีเจอร์และแอพพลิเคชั่นรองรับ รวมทั้งเว็บไซต์ต่าง ๆ ก็ยังไม่รองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟนหน้าจอเล็ก ๆ ทำให้ iPhone รุ่นแรกยังไม่ค่อยมีประโยชน์และไม่ได้รับความนิยมอย่างทุกวันนี้ แต่สุดท้าย iPhone ก็กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก และสร้างรายได้ให้กับนักพัฒนาเป็นจำนวนมหาศาล

ความสามารถของ iPhone รุ่นแรก ใช้เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ ส่งเอสเอ็มเอส ท่องอินเทอร์เน็ตผ่านทางซอฟต์แวร์ซาฟารี ค้นหาแผนที่ ฟังเพลง เชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 2.5G quad band GSM และ EDGE, Wi-Fi (802.11b/g) บลูทูธ 2.0 และกล้องถ่ายภาพความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ใช้ซีพียู 412 MHz ARM 11 หน่วยความจำภายใน 4GB/8GB/16GB มีหน้าจอ Capacitive 3.5 นิ้ว ความละเอียด 320 x 480 พิกเซล ส่วนตัวเครื่องใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียม, พลาสติกและกระจก ดูรายละเอียด iPhone รุ่นอื่น ๆ ได้ที่ วิวัฒนาการของ iPhone จากอดีตสู่อนาคต

เมื่อเทียบกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ในปัจจุบัน ต้องบอกว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ก้าวไปไกลมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกล้องหลังที่มีความละเอียดมากถึง 12 ล้านพิกเซล รวมถึงกล้องหลังคู่ของ iPhone 7 Plus ที่สามารถถ่ายภาพ Portrait และซูม Optical ได้ถึง 2 เท่า, ชิป A10 Fusion ที่แรงกว่า iPhone รุ่นแรกถึง 120 เท่า กราฟิกแรงขึ้น 240 เท่า, ลำโพงสเตอริโอที่ให้กำลังเสียงมากกว่า iPhone 6s ถึง 2 เท่า, กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP67, ความจุใหม่เริ่มต้นที่ 32GB และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า iPhone ในอดีตจะไม่ได้รับความนิยม แต่เมื่อเวลาผ่านไป แอปเปิลก็ได้ปรับปรุงและพัฒนา iPhone ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เรายังไม่ควรตัดสินอะไรตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพราะในอนาคตมันอาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็ได้


  • 0

เจ้าของช็อก นึกว่าเจ้าตูบสำลักเพราะกลืนของเล่น ก่อนเอกซเรย์เจอมีดเล่มโตในท้อง

เจ้าของลมแทบจับ ตูบน้อยวัย 4 เดือนซนหนัก กลืนมีดความยาว 20 เซนติเมตรลงท้องหมอเร่งผ่าตัด เอามีดออกมาได้ ปลอดภัยหวุดหวิด

ไอรีน เพสลีย์ หญิงชาวสก็อตแลนด์วัย 46 ปี พาเจ้าเมซีย์ ลูกสุนัขพัน ธ์สแตฟฟอร์ดเชียร์เทอร์เรียร์ วัย 2 เดือนกว่าไปยังโรงพยาลสัตว์ให้แพทย์ตรวจรักษา เธอคาดว่ามันอาจจะกลืนของเล่นลงท้อง เพราะมันมีอาการป่วยและสำลัก แต่ไอรีนก็ต้องช็อกอย่างหนัก เมื่อพบว่าสิ่งที่เจ้าเมซีย์กลืนลงท้องไปไม่ใช่ของเล่น แต่มันเป็นมีดทำครัวยาว 20 เซนติเมตร !

เรื่องราวชวนช็อกของเจ้าตูบจอมซนตัวนี้ถูกเปิดเผยโดยเว็บไซต์มิร์เรอร์ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ไอรีนกล่าวว่า ลูกหมาของเธอส่งเสียงแปลก ๆ มันมีอาการไอและสำลัก ด้วยความที่ไอรีนเพิ่งเสียหมาตัวหนึ่งไปเมื่อ 2 เดือนก่อนจากโรคมะเร็ง อาการแปลก ๆ ของเมซีย์ทำให้เธอไม่วางเฉย รีบพามันไปหาหมอโดยทันที

“เมซีย์ทำเสียงแปลก ๆ แล้วมันก็เริ่มสำลัก ฉันคิดว่ามันต้องกลืนของเล่นลงไปแน่ ๆ ตอนมาถึงโรงพยาบาลมันยังสำลักไม่หยุดเลย แล้วก็มีเลือดออกมาจากทางจมูกของมันด้วย ฉันใจคอไม่ดีเลยค่ะ กลัวไปหมด หมาฉันเพิ่งตายไปตัวหนึ่ง ถ้าเมซีย์เป็นอะไรไปอีกตัว ฉันทำใจไม่ได้แน่ ๆ ค่ะ ” ไอรีนกล่าวถึงลูกหมาที่น่าสงสารของเธอ

สัตว์แพทย์ได้นำตัวเมซีย์ไปเอ็กซเรย์เพื่อวินิจฉัยว่าเพราะเหตุใดเมซีย์ถึงได้ป่วย และพวกเขาก็ต้องตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะภาพจากฟิล์มเอ็กซเรย์ปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีมีดเล่มใหญ่อยู่ในท้องของเมซีย์ โดยส่วนปลายของมันทิ่มทางเดินอาหารอยู่ เมื่อเห็นดังนั้น สัตวแพทย์จึงเร่งทำการผ่าตัดโดยทันที

“ฉันแทบจะเป็นลมตอนรู้ว่ามันกลืนมีดลงไป ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย ไม่รู้เลยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง มันอาจจะเล่นซนอยู่แถวเครื่องล้างจานแล้วคาบมันไปและกลืน ไม่มีใครในบ้านนอนหลับกันลงเลยค่ะ ทุกคนกลัวมาก กลัวเมซีย์จะไม่รอด” ไอรีนกล่าว

เคราะห์ดีของเจ้าตูบจอมซน การผ่าตัดประสบผลสำเร็จไปได้ด้วยดี ตอนนี้มันพ้นขีดอันตรายแล้ว ตอนนี้มันถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลสัตว์พีดีเอสเอในกลาสโกว์เพื่อพักฟื้นและรักษาต่อไป การนี้สัตวแพทย์หญิงเอมิลี โรนัลด์ บอกว่า เมซีย์โชคดีอย่างมากที่กลืนมีดเข้าไปทางด้าม ไม่ใช่กลืนเอาส่วนปลายลงไป ไม่งั้นมันอาจจะไม่รอดก็ได้

“เมซีย์โชคดีอย่างมากเลยค่ะที่รอดมาได้ ฉันไม่เคยเจอเคสแบบนี้มาก่อนเลย ตอนนี้มันดูเหมือนจะหายดีแล้วค่ะ เพราะหลังผ่าตัดไปแค่คืนเดียว วันรุ่งขึ้น พอมันฟื้นขึ้นมาก็กระโดด วิ่งเล่นไปทั่วอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ” สัตวแพทย์หญิงกล่าว

นับว่าเป็นอุทาหรณ์ครั้งสำคัญสำหรับใครก็ตามที่เลี้ยงสุนัข เพราะเรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และถ้าเกิดเรื่องขึ้น สุนัขตัวอื่นอาจจะไม่โชคดี รอดชีวิตแบบเมซีย์ก็เป็นได้


  • -

“ตุ๊กตา”ชมเปาะ”สตางค์” ทำ”ดาวหลงฟ้าฯ”ตรงบทประพันธ์

ออกอากาศไปเพียงไม่กี่ตอน ละคร “ดาวหลงฟ้า ภูผาสีเงิน” ของค่ายกันตนา เอฟโวลูชั่น ภายใต้การดูแลของผู้จัดไฟแรง สตางค์-ดิษย์ลดา ดิษยนันทน์ ทายาทกันตนา ก็มีกระแสตอบรับหลากหลายสำหรับแฟนละครที่ติดตาม ทั้งเวอร์ชั่นก่อนหน้า และเวอร์ชั่นนี้

ออกอากาศไปเพียงไม่กี่ตอน ละคร “ดาวหลงฟ้า ภูผาสีเงิน” ของค่ายกันตนา เอฟโวลูชั่น ภายใต้การดูแลของผู้จัดไฟแรง สตางค์-ดิษย์ลดา ดิษยนันทน์ ทายาทกันตนา ก็มีกระแสตอบรับหลากหลายสำหรับแฟนละครที่ติดตาม ทั้งเวอร์ชั่นก่อนหน้า และเวอร์ชั่นนี้ ซึ่งมีการเปรียบเทียบกันพอสมควร ด้าน ตุ๊กตา-จิตรลดา ดิษยนันทน์  บอสใหญ่กันตนา ที่เคยทำในเวอร์ชั่นก่อนนั้น แสดงความเห็นเมื่อได้ดูเวอร์ชั่นนี้ที่ลูกสาวเป็นคนทำว่า

“เรื่องนี้เป็นละครเรื่องหนึ่งที่ประสบความสำเร็จของกันตนา ซึ่งภูมิใจมากที่สตางค์เห็นคุณค่าและนำกลับมาทำใหม่ แนวคิดการตีโจทย์ของคนรุ่นใหม่เขาดีมาก มีการปรับเปลี่ยนบางจุด ภาพรวมเวอร์ชั่นนี้เปลี่ยนแปลงไปทางที่ดี ซึ่งในเวอร์ชั่นแรกจะเป็นสไตล์เรียบ ๆ ใส ๆ  เพราะด้วยข้อจำกัดบางประการ การถ่ายทำเป็นการถ่ายไปออกอากาศไปทำให้ยังมีข้อผิดพลาดหลุดรั่ว แต่เวอร์ชั่นนี้ใส่รายละเอียดบทได้ครบรสขึ้น ใส่บทรักได้เต็มที่บทบู๊ก็จัดเต็ม และมีแทรกตลกให้คนดูได้ผ่อนคลาย ด้านโลเกชั่นต้องบอกเลยว่าในเวอร์ชั่นนี้ได้ทำขึ้นแบบตามบทประพันธ์ที่ตั้งใจไว้ ซึ่งในเวอร์ชั่นที่แล้วเราตั้งใจว่าเมืองซามาร์ตามบทประพันธ์จะต้องเป็นเมืองแถบเอเชียใต้แต่ช่วงนั้นเจอปัญหาด้านการเมืองในประเทศ เราจึงเบนเข็มมาถ่ายที่เวียนนา คราวนี้สตางค์เขาก็มุ่งมั่น ลองไปดูโลเกชั่นแล้วเขาก็ตัดสินใจพาทีมไปถ่ายทำ ซึ่งออกมาก็สวยงามตรงตามบทประพันธ์ ซึ่งคนเขียนบทเรื่องนี้ทั้ง 2 เวอร์ชั่นคือคุณเอื้องอรุณ สมิตสุวรรณ เขาก็ดีใจมากที่ได้มีโอกาสนำข้อเสียต่าง ๆ มาปรับเพื่อให้เวอร์ชั่นนี้ออกมาดีที่สุด อีกข้อที่เป็นจุดแข็งของเวอร์ชั่นนี้ คือการที่ได้รับเกียรติจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ มาแสดงนำในบทอัมราภาชินี ซึ่งท่านก็ทรงมีพระปรีชาสามารถรอบด้าน ทั้งบู๊ แอ๊คชั่น ดราม่า ขับเครื่องบิน ฟันดาบ ฯลฯ เลยทำให้สามารถใส่บทท้าทายได้เต็มที่ ด้านนาตาลี ที่มารับบทเจ้าหญิงจัสมิน เราก็มองว่า การที่เขายังไม่มีภาพการแสดง ไม่มีคาแรกเตอร์ที่ติดตา เขาก็สามารถใส่ความสดใสน่ารักสมวัยเข้าไปในบทได้ คนดูสามารถเชื่อได้ว่าเขาคือเจ้าหญิงจัสมินแสนซน ส่วนเด่นคุณ เขายังใหม่ คนอาจเกิดการเปรียบเทียบ แต่เราอยากให้คนดูลองเปิดใจให้โอกาส เขาเป็นนักแสดงที่มีความตั้งใจมาก เล่นเองแม้จะเป็นคิวบู๊ยาก ๆ ด้านสำเนียงหลายคนบอกขัดใจ แต่เรามองว่ามันเป็นคาแรกเตอร์เป็นเอกลักษณ์ของเขาที่ดูเป็นพระเอกซื่อ ๆ จริงใจ แรก ๆ ดุดันหน่อย แต่พอหลัง ๆ ได้พบรักกับเจ้าหญิงก็จะอ่อนลง เป็นคนใจเย็น อ่อนโยนมากขึ้น เหมือนเป็นพัฒนาการของตัวละครด้วย ต้องบอกว่าเวอร์ชั่นนี้ลูกเขาทำได้อลังการกว่าตอนสมัยเราทำเยอะและลงทุนเยอะกว่ามาก ก็ต้องชมเขา เพราะเขาตั้งใจมากกับเรื่องนี้”


  • 1

“เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว”ปัดข่าวทุ่มเงินทาบ”ดิ มาเรีย”

เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว สโมสรของศึกไชนีส ซูเปอร์ ลีก ออกโรงปัดข่าวยื่นข้อเสนอทาบ อังเคล ดิ มาเรีย ปีกคนดังของปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยืนยันเรื่องดังกล่าวไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้ L’Equipe สื่อดังของเมืองน้ำหอมรายงานว่า จอร์จ เมนเดส เอเย่นต์ของแนวรุกทีมชาติอาร์เจนตินา นัดเปิดโต๊ะเจรจากับสโมสรดังของเมืองจีน ต่อมามีการเปิดเผยว่าสโมสรนั้นคือ เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว

อย่างไรก็ดี ล่าสุดตัวแทนของ เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว ปฏิเสธเรื่องนี้ผ่านสื่อในบ้านเกิดทันทีว่า “เราทุกคนเข้าใจดีว่าข่าวลือที่ถูกแต่งขึ้นจะถูกเผยแพร่แบบไม่หยุดหย่อนในช่วงตลาดนักเตะ สื่อต่างชาติไร้จรรยาบรรณบางสำนักเริ่มไม่สนใจมากขึ้น พวกเขารู้ว่าเราไม่มีเวลาและพลังในการตอบโต้ข่าวเท็จทุกข่าว”

“อย่างที่ผมพูดก่อนหน้านี้ ไชนีส ซูเปอร์ ลีก มีเงินทุนเยอะอยู่ก็จริง แต่เราจะซื้อผู้เล่นที่เหมาะกับความต้องการของเราเท่านั้น มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำในสิ่งเพ้อฝันและสร้างความวุ่นวายไปทั่ว”

ที่มา : Goal.com


  • -

“แกรนด์” ปัดรีเทิร์นรัก “ใหม่”

หลังสาว แกรนด์-กรณ์ภัสสร ด้วยเศียรเกล้า หรือ แกรนด์ เดอะสตาร์ ลงรูปคู่กับอดีตแฟนหนุ่มนอกวงการ ใหม่ ก็ทำเอาแฟนคลับหลายคนลุ้นกันตัวโก่งให้ทั้งคู่รีเทิร์นกลับมารักกันเหมือนเดิม

หลังสาว แกรนด์-กรณ์ภัสสร ด้วยเศียรเกล้า หรือ แกรนด์ เดอะสตาร์ ลงรูปคู่กับอดีตแฟนหนุ่มนอกวงการ ใหม่ ก็ทำเอาแฟนคลับหลายคนลุ้นกันตัวโก่งให้ทั้งคู่รีเทิร์นกลับมารักกันเหมือนเดิม งานนี้สาวแกรนด์จะยอมใจอ่อนหรือไม่ต้องรอลุ้น

แกรนด์ เผยว่า “หลังจากที่แกรนด์เลิกกับเขาไป เราก็ยังติดต่อกันตลอด เขาก็ยังเป็นเพื่อนเราอยู่ แต่ยังไม่ได้รีเทิร์นอะไรค่ะ ยังไม่ได้คุยเลยว่าจะรีเทิร์นด้วยคือเราก็คุยเป็นพี่เป็นน้องไปแบบนี้ก็สบายใจดี ซึ่งที่คนเห็นแกรนด์ลงรูปเขาเยอะต้องบอกก่อนว่าเราเพิ่งลง 2 รูป เอง และแกรนด์ก็บริสุทธิ์ใจที่จะลงรูป เพราะเขาก็เหมือนเป็นเพื่อนเราคนนึงที่ลงรูปในไอจีได้ เอาจริง ๆ ตอนแรกแกรนด์ไม่คิดว่าคนจะจับตามองเยอะ เพราะเราติดต่อและเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน และก็ไม่คิดว่าคนยังเชียร์และยังจำกันได้อยู่ เพียงแต่แรงเชียร์มันไม่มีผลอะไร เพราะเรื่องแบบนี้มันอยู่ที่คนสองคนและตอนนี้คำว่าเพื่อนมันโอเคแล้ว การที่เราอยู่ในลักษณะของการคบกัน มันต้องมีอะไรหลายอย่างที่ต้องปรับเข้ากันพอสมควร ซึ่งทัศนคติของเราต่างกัน พอกลับมาเป็นเพื่อนที่มีระยะห่างขึ้น

มาหน่อยมันก็เลยโอเคมาก ๆ ที่สำคัญแกรนด์เข้าใจนะว่าคนส่วนใหญ่อาจจะเข้าใจผิดว่าเรารีเทิร์นกันแล้ว ซึ่งจริง ๆ เป็นเพื่อนกันค่ะ ก็เป็นการตัดสินใจของเราทั้งคู่ที่อยากให้เป็นแบบนี้ ถ้ามีการรีเทิร์นเกิดขึ้นจริงเราก็จะบอกค่ะ ถึงแม้เราจะเคยสนิทกันมาก่อนพอมาเป็นเพื่อนแล้วไปไหนมาไหนด้วยกันแกรนด์ไม่หวั่นไหวนะ เพราะการเป็นเพื่อนแบบนี้มันดีมาก ๆส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร เราก็ยังบอกไม่ได้ ตัวเขาเองก็ไม่ได้มาง้ออะไร ตอนนี้ถ้าเขาหรือเรามีใครใหม่ก็ยินดีด้วย สำหรับแกรนด์ยังไม่ค่อยมีใครเข้ามาคือเราเป็นคนที่ไม่ค่อยมีใครเข้ามาอยู่แล้ว อีกอย่างเราไม่ใช่แนวสวยน่ารักที่ผู้ชายเห็นแล้วจะมาชอบ ของเราน่าจะเป็นคนที่รู้จักนิสัยแล้วโอเคกับเรามากกว่า ซึ่งตอนนี้แกรนด์ก็เปิดใจแต่ไม่ได้เปิดมาก คือมันเฉย ๆก็ไม่รู้จะเรียกว่าเปิดหรือปิดดี


  • -

“แจม”ไม่ต่อสัญญาอาร์เอส เล็งอยากเป็นฟรีแลนซ์

ยังเหลือสัญญากับอาร์เอสจนถึง ก.ค. ปี 2560 แต่ แจม-ชรัฐฐา อิมราพร นั้นขอพักงานในวงการบันเทิงของตัวเองไปก่อน เพราะเนื่องจากค่ายเดิมไม่ได้ป้อนงานแล้ว แถมยังรับงานจากที่อื่นไม่ได้อีก

ยังเหลือสัญญากับอาร์เอสจนถึง ก.ค. ปี 2560 แต่ แจม-ชรัฐฐา อิมราพร นั้นขอพักงานในวงการบันเทิงของตัวเองไปก่อน เพราะเนื่องจากค่ายเดิมไม่ได้ป้อนงานแล้ว แถมยังรับงานจากที่อื่นไม่ได้อีก ทำให้ต้องห่างหายงานในวงการบันเทิงไป ตอนนี้เลยมุ่งทำธุรกิจของตัวเอง และเล็งเป็นนักแสดงฟรีแลนซ์ ยอมรับมีค่ายอื่นทาบทาม แต่ติดสัญญาก็ยังทำอะไรไม่ได้

แจม เปิดเผยว่า งานในวงการตอนนี้ยังไม่ได้ทำอะไร เพราะยังติดสัญญากับอาร์เอสจะหมดตอนเดือน ก.ค. ปี 60 ก็คงต้องปล่อยให้หมดไปตามอายุสัญญา เรายังไม่สามารถรับงานได้ คือศิลปินที่ต่อสัญญาบริษัทก็ต้องให้งานต่อไป ส่วนตัวเราก็บอกกับทางบริษัทเราขอหยุดพักเท่านี้ แจมไม่อยากให้มองว่าเราโดนดองงาน เพราะมันจะดูไม่ดี ถ้าเราต่อสัญญาเราก็จะทำงานต่อไป เพราะงานต้องมีการวางแผนเป็นปี ๆ ถ้าเราไม่ต่อสัญญาเหลืออีกครึ่งปีมันก็ทำอะไรไม่ได้มาก ยอมรับว่ารู้สึกเหงา ๆ นะ ก็มีที่อื่นติดต่อมา แต่ว่าเราก็ต้องทำตามสัญญา ยอมรับมีผลกระทบเหมือนกัน แต่ว่าเราก็ยังโอเคอยู่เพราะว่าเรามีธุรกิจของตัวเอง ส่วนเรื่องเซ็นสัญญากับที่อื่น จริง ๆ ตอนนี้ก็ลังเลค่ะ ใจแจมก็อยากลองเป็นฟรีแลนซ์ดูบ้าง งานเพลงถ้าเหมาะก็อาจจะทำแต่คงไม่เป็นเนโกะจัมพ์ตลอด มันมีอายุประมาณนึงแล้ว คงร้องเพลงจนแก่ไม่ได้ กับเนยก็ต่างคนต่างชอบกันคนละแบบ


  • -

“จิ๊บ” คุยหนุ่มต่างชาติแต่ยากพัฒนา

ก่อนหน้านี้ครองตัวโสดมานาน หลังอกหักจากสาวหล่อก็มีข่าวเมาท์ว่าสาว จิ๊บ-ปกฉัตร เทียมชัย บินไปนิวยอร์กเพื่อหาหนุ่มต่างชาติที่ซุ่มคุยกันมาพักใหญ่

ก่อนหน้านี้ครองตัวโสดมานาน หลังอกหักจากสาวหล่อก็มีข่าวเมาท์ว่าสาว จิ๊บ-ปกฉัตร เทียมชัย บินไปนิวยอร์กเพื่อหาหนุ่มต่างชาติที่ซุ่มคุยกันมาพักใหญ่ พอเจอตัวสาวจิ๊บในงานเปิดตัวมินิซีรีส์เมมโมรี่ ความทรงจำที่ไม่อาจลืม ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เลยต้องถามถึงเรื่องนี้สักหน่อย

จิ๊บ เผยว่า ตอนนี้ก็มีคนเข้ามาบ้างทั้งชายแท้และสาวหล่อ จิ๊บไม่ได้ซีเรียสและไม่ได้โฟกัสเรื่องนี้เลย จิ๊บได้หมดไม่จำกัดเพศ ขอแค่เป็นคนเข้าใจ รู้จักเราและจริงใจก็พอแล้ว ซึ่งตอนนี้คนนั้นมันอยู่ไกลกันก็เลยยังไม่แน่ใจว่ายังไง คือการที่เราได้อยู่ด้วยตัวเองมาสักพักนึงทำให้รู้ว่าสิ่งที่คาดหวังไม่ใช่ความรัก แต่เป็นเรื่องการประสบความสำเร็จในการทำงาน ซึ่งตอนนี้จิ๊บก็ยังโสดอยู่แฮปปี้มาก ส่วนเรื่องที่

เมาท์ว่าบินไปหาผู้ชายที่นิวยอร์ก จริง ๆ จิ๊บไปแคสงานและคุยเรื่องคอลเลกชั่นที่จิ๊บจะออกแบบเอาไปแสดงโชว์รวมทั้งไปเที่ยวและไปเจอเพื่อน ก็ยอมรับว่าไปเจอเขา คือเรารู้จักกันมา 3-4 ปีแล้ว เขาเป็นผู้ชายต่างชาติ รุ่นเดียวกัน คือเราเจอกันที่งานอีเวนต์เมืองไทยแล้วก็หายไปนานมากจนกลับมาคุยกันอีกครั้ง แต่ยังไม่ได้บอกว่าเราจะพัฒนาใด ๆ เลยเพราะอยู่ไกลกันมาก ๆ เขาแค่เป็นหนึ่งคนที่ได้เข้ามาคุยกับเราเท่านั้นเอง ครั้งนี้ที่ไปนิวยอร์กก็ได้เจอเขาบ้าง แต่แว้บ ๆ ตัวจิ๊บไปทำงานเลยไม่มีเวลาเจอกันเยอะมาก ถ้าเฉพาะเรื่องผู้ชายไม่ใช่สาเหตุที่จิ๊บจะบินไป ซึ่งหลังจากที่กลับมาไทย เราก็คุยกันน้อยลงเพราะจิ๊บงานยุ่งมาก คือ จิ๊บก็โอเคกับเขานะแต่ไม่ฟันธงเพราะเราเป็นเพื่อนกันมากกว่าค่ะ


เรื่องล่าสุด